ของน่าใช้ มีเรื่องราวให้ค้นพบรู้จัก Buydeestore
เหรียญ รุ่น เสมา8รอบ สร้างกุฏิ หลวงปู่วัน จันทวังโส วัดโนนไทยเจริญ ต.ภูฝ้าย อ.ขุนหาญ จ.ศรีสะเกษ ปี2567 แท้
Home & Living

เหรียญ รุ่น เสมา8รอบ สร้างกุฏิ หลวงปู่วัน จันทวังโส วัดโนนไทยเจริญ ต.ภูฝ้าย อ.ขุนหาญ จ.ศรีสะเกษ ปี2567 แท้

฿200.00
ข้อมูลราคาจาก Feed ล่าสุด 21/09/2026 02:07

ราคา โปรโมชั่น และตัวเลือกสินค้าอาจเปลี่ยนแปลงที่ร้านค้าปลายทาง

ดูราคาและโปรโมชั่นล่าสุด

เราอาจได้รับค่าตอบแทนเมื่อมีการซื้อผ่านลิงก์นี้ คุณทำรายการซื้อขายกับร้านค้าปลายทางโดยตรง

สินค้านี้ตรงใจไหม?

บอกเราเพื่อช่วยปรับสินค้าที่แนะนำให้เหมาะกับคุณมากขึ้น

ข้อมูลสินค้าในที่เดียว อ่านประสบการณ์ก่อนเลือก เช็กเงื่อนไขจากร้านค้า

รู้จักสินค้านี้

เหรียญ : รุ่น เสมา8รอบ สร้างกุฏิ ปี2567 เกจิ : หลวงปู่วัน จันทวังโส วัด : วัดโนนไทยเจริญ ต.ภูฝ้าย อ.ขุนหาญ จ.ศรีสะเกษ เหรียญประสบการณ์ ผ่านพิธีจากวัดเรียบร้อย แกะมาเพื่อถ่ายภาพเท่านั้น ยังไม่ผ่านการใช้งาน แต่ละเหรียญจะมีความแตกต่างเหรียญ ตามมวลสารและกำมะวิธีที่ทำออกมามีความแตกต่าง แกะมาเพื่อถ่ายภาพเท่านั้น ยังไม่ผ่านการใช้งาน รับประกันพระแท้ ไม่แท้ยินดีคืนเงิน "หลวงปู่วัน จันทวํโส" วัดโนนไทยเจริญ สมญานาม"เทวดาขมังเวทย์เมืองขุนหาญ" เกจิเฒ่า101ปี/ศิษย์ปู่สรวงเทวดาเล่นดิน ทีมข่าวกองบรรณาธิการหนังสือพิมพ์คัมภีร์นิวส์ ขอนำเสนอประวัติ"หลวงปู่วัน จันทวํโส" อายุ 101ปี วัดโนนไทยเจริญ ต.ภูฝ้าย อ.ขุนหาญ จ.ศรีสะเกษ พระเกจิผู้เฒ่าผู้คงแก่เรียน รอบรู้ในข้ออรรถธรรมแลสรรพวิชา เชี่ยวชาญพระเวทย์คาถาอาคมอย่างเอกอุ สมญานาม"เทวดาขมังเวทย์แห่งเมืองขุนหาญ" เดิมท่านชื่อ "นายวัน ทาประจิตร" เกิดเมื่อวันที่ 5 มีนาคม พ.ศ.2466 ที่อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี เป็นบุตรของ นายจันทร์ และ นางทองดี ทาประจิตร มีพี่น้อง 12 คน ท่านเป็นคนที่ 2 มีอาชีพทำไร่ทำนา คุณพ่อจันทร์ ท่านเป็นหมอพื้นบ้านของหมู่บ้านทั้งเป็นมัคทายกวัด จึงมีความรู้ทางการรักษาโรคและความรู้ทางศาสนาด้วย ในวัยเด็กมีนิสัยที่ไม่เหมือนใครในหมู่พี่น้อง เป็นคนเรียบร้อยไม่ค่อยพูด ชอบไปเล่นที่วัด จิตใจฝักใฝ่อยู่กับวัดวาจนต้องขอพ่อแม่บรรพชาเป็นสามเณร หลังจากบรรพชาแล้วก็ตั้งใจศึกษาพระธรรมวินัย ด้วยความเก่ง ฉลาดหลักแหลมทางสติปัญญาจึงเล่าเรียนจนสอบได้นักธรรมชั้นเอก ระหว่างศึกษาพระธรรมวินัยได้ฝากตัวเป็นศิษย์ "หลวงปู่ชา"วัดหนองป่าพง ด้วยความตั้งใจใฝ่ศึกษาหาความรู้หลวงปู่ชาได้ถ่ายทอดวิชา ฝึกฝนสมาธิและการป้องกันภูติผีให้ หลังอยู่ศึกษากับหลวงปู่ชา 3 ปี ได้กราบลาเพื่อไปศึกษาหาความรู้ที่ใหม่อีก โดยเดินธุดงค์ไปเรื่อยๆจนได้มาจำพรรษาที่วัดบ้านน้ำเกลี้ยง ต.หนองไฮ อ.สำโรง จ.อุบลราชธานี ครั้นต่อมามีกุลาหลงทางมาได้ขอพักอาศัยที่วัดบ้านน้ำเกลี้ยงที่ท่านจำพรรษาอยู่ จนได้รู้จักสนิทสนมกัน ทราบในภายหลังว่าชื่อ "อาจารย์กระมัล" และได้รีบการถ่ายทอดวิชาปราบเสือ ครั้นอายุครบ 20 ปีได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุ จากนั้นได้ออกเดินทางธุดงค์เข้าป่าเพื่อแสวงหาความรู้และศึกษาพระธรรมวินัยจากธรรมชาติ ท่านธุดงค์ไปตามป่าเขาจนได้มาพบกับอาจารย์น้อย วัดถ้ำผาเสด็จ จ.สระบุรี ได้ขอศึกษาเล่าเรียนวิชาคงกระพัน จากนั้นมุ่งหน้าออกธุดงค์ไปตามป่าเขาเลาะเขตแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ระหว่างเดินธุดงค์ถึงน้ำตกแห่งหนึ่งได้พบกับชีประขาวท่านหนึ่ง ซึ่งก็คือ "หลวงปู่สรวง เทวดาเล่นดิน" จึงขอเรียนวิชาอยู่ถึง 3 เดือน หลังสำเร็จวิชาต่างก็แยกย้ายกันไปตามวิถีที่ต้องการ หลวงปู่สรวงเดินทางลัดเลาะไปพักอาศัยตามกระท่อมปลายนาแถวท้ายๆหมู่บ้านต่างๆตามจริตของท่าน ส่วนหลวงพ่อวันธุดงค์ต่อเข้าไปที่ประเทศกัมพูชา เพื่อศึกษาวิชาอาคมกับพระเกจิและอาจารย์ฆราวาสอีกหลายองค์ เมื่อสำเร็จวิชาจนพอแก่ใจของแล้ว จึงธุดงค์ไปทางฝั่งประเทศลาวใกล้กับช่องเม็ก ได้พบกับนายพลลาวท่านหนึ่งที่เป็นคนดีมีวิชาติดตัว เมื่อได้สนทนากันนายพลลาวเกิดความเลื่อมใสในวัตรปฏิบัติและความใฝ่ศึกษาเรียนรู้ของท่าน จึงถ่ายทอด"วิชาปราบผี"ให้ ต่อมา ทางราชการมีหนังสือเรียกเข้าเป็นทหาร จึงได้ลาสิกขาเพื่อรับราชการทหาร ขณะที่เป็นทหารนั้นท่านได้รับคำสั่งจากหน่วยเหนือให้ไปร่วมปราบปรามคอมมิวนิสต์ ที่อ.นาแก จ.นครพนม ระหว่างที่อยู่ในฐานที่ตั้ง เมื่อมีเวลาว่างท่านก็ใช้วิชาอาคมที่มีทำตะกรุดแจกเพื่อนทหารที่ไปด้วยกันพกติดตัว จนที่สุดก็มีเหตุการณ์ทดสอบประสิทธิภาพความขลังตะกรุดของท่าน กล่าวคือมีวันหนึ่งในขณะที่กำลังหุงหาอาหารในกองร้อย ก็เกิดมีลูกปืนใหญ่ฝ่ายตรงข้ามถูกยิงลอยละลิ่วมาตกจุดที่หุงหาอาหารพอดี แต่ลูกปืนใหญ่ไม่แตกและไม่มีผู้ใดได้รับอันตรายจากเหตุการณ์ในครั้งนั้น จนท่านได้รับความเชื่อมั่นจากเพื่อนทหารร่วมค่ายว่าของแท้ขลังจริงๆ ท่านรับราชการทหารจนได้รับการแต่งตั้งเลื่อนขั้นเป็นสิบตรี โดยใช้ชีวิตเป็นทหารอยู่ช่วงระยะเวลาพอสมควร ก็รู้สึกเบื่อจึงขอลาออกมาเป็นพลเรือนเต็มขั้น หลังจากนั้นท่านกลับมาอยู่ภูมิลำเนาเดิม ในระหว่างนี้ได้เป็นที่พึ่งของชาวบ้านแดนไกลปืนเที่ยง เป็นทั้งหมอพื้นบ้าน รักษาคนถูกผีเข้า ถูกคุณไสย ไล่พิษงู สัตว์ทำร้ายมาท่านก็รักษาให้จนหายแทบทุกคน และเป็นทั้งฝ่ายปกครองดูแลความสงบเรียบร้อยในหมู่บ้าน นักเลงในย่านนั้นรู้จักท่านดีในความคงกระพัน ยิงฟันไม่เข้า แค่เอ่ยชื่อ "นายวัน" เหล่านักเลงล้วนเกรงกลัวหลบหนีไม่อยากยุ่งด้วย ล่วงถึงปี พ.ศ.2533 ท่านเกิดเบื่อหน่ายทางโลก จึงบอกลาครอบครัวขอบวชเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์อีกครั้งที่วัดบ้านนานวล แล้วมาจำพรรษาที่วัดหนองจิก ต.ภูฝ้าย (วัดหลวงปู่แสนในปัจจุบัน ซึ่งเป็นวัดที่หลวงปู่วันได้บริจาคที่ดินสร้างไว้) หลังออกพรรษาท่านออกเดินธุดงค์ตามหาหลวงปู่สรวงอีกครั้งเพื่อต่อวิชาที่เหลือ ในครั้งนี้ได้รับการถ่ายทอดวิชารักษาคนป่วยและอีกหลายวิชา เมื่อเรียนสำเร็จแล้ว หลวงปู่สรวงได้เอ่ยกับท่านว่า“เอ็งจงกลับไป แล้วไปรักษาคนป่วย ช่วยเหลือคนที่ตกทุกข์ได้ยาก เพราะแต่ก่อนเอ็งเคยเป็นเทวดา ให้กลับไปนะ” หลวงปู่วัน จึงกลับมาจำพรรษาที่วัดบ้านหนองจิก เพื่อสงเคราะห์ชาวบ้านตามที่รับปากหลวงปู่สรวงไว้ หลังออกพรรษาท่านพิจารณาเห็นว่า บ้านโนนไทยเจริญ ที่ห่างออกไปประมาณ 2 ก.ม. ยังไม่มีวัดเพื่อให้ชาวบ้านได้มีที่สร้างบุญกุศล จึงได้รวบรวมปัจจัยซื้อที่ดินสร้างวัดขึ้นใหม่ที่บ้านโนนไทยเจริญ ชื่อ"วัดภูไทยสามัคคี" ต.ภูฝ้าย อ.ขุนหาญ จ.ศรีสะเกษ และท่านได้ย้ายมาจำพรรษาที่วัดภูไทยสามัคคีแห่งนี้ ซึ่งปัจจุบันได้เปลี่ยนชื่อเป็น"วัดโนนไทยเจริญ" หลวงปู่วันเป็นพระเกจิที่มีแต่ความสงบร่มเย็นในจิตใจ ไม่เป็นผู้ที่โอ้อวดว่ามีวิชาอาคมขลัง ท่านจะไม่แสดงออก นอกจากว่ามีลูกหลานหรือญาติโยมมาขอความช่วยเหลือ เมื่อเจ็บป่วยและเดือดร้อนท่านก็ทำให้หายได้ แต่เมื่อคนหายป่วยกลับไปไปพูดก็ไม่ค่อยมีคนเชื่อ ท่านก็บอกว่า "ไม่ต้องพูดอะ
เรื่องเล่าจากชุมชน

ประสบการณ์จากผู้ใช้

เขียนรีวิว ↗

รายงานข้อมูลสินค้านี้

เป็นคนแรกที่เล่าประสบการณ์

ชอบอะไร มีข้อสังเกตตรงไหน? เรื่องเล่าของคุณช่วยให้คนอื่นเลือกได้ดีขึ้น