ของน่าใช้ มีเรื่องราวให้ค้นพบรู้จัก Buydeestore
[กล้าถอนสด 10ซม.]เผือกแม่ลูกอ่อน / เผือกตาแดง : Thai Traditional Taro
Home & Living

[กล้าถอนสด 10ซม.]เผือกแม่ลูกอ่อน / เผือกตาแดง : Thai Traditional Taro

฿25.00
ข้อมูลราคาจาก Feed ล่าสุด 19/09/2026 20:45

ราคา โปรโมชั่น และตัวเลือกสินค้าอาจเปลี่ยนแปลงที่ร้านค้าปลายทาง

ดูราคาและโปรโมชั่นล่าสุด

เราอาจได้รับค่าตอบแทนเมื่อมีการซื้อผ่านลิงก์นี้ คุณทำรายการซื้อขายกับร้านค้าปลายทางโดยตรง

สินค้านี้ตรงใจไหม?

บอกเราเพื่อช่วยปรับสินค้าที่แนะนำให้เหมาะกับคุณมากขึ้น

ข้อมูลสินค้าในที่เดียว อ่านประสบการณ์ก่อนเลือก เช็กเงื่อนไขจากร้านค้า

รู้จักสินค้านี้

พันธุ์ #เผือกแม่ลูกอ่อน / #เผือกตาแดง : Thai Traditional Taro #เมล็ดพันธ์ุ2568 #พันธุ์ไม้บ้านไร่ร้ายศรี เผือก พืชหัวพื้นบ้านที่มักคุ้นกันดี พอๆ กับมันเทศ เนื้อเผือกมีสีต่างกันตั้งแต่สีขาว เหลือง ส้ม แดง หรือม่วง ในเมืองไทยพบมี 4 ชนิด คือ เผือกหอม มีกลิ่นหอม กาบใบใหญ่สีเขียว เผือกเหลือง หัวขนาดย่อม หัวสีเหลือง เผือกไม้หรือเผือกไหหลำ หัวมีขนาดเล็ก และเผือกตาแดง ที่ตาของหัวมีสีแดงเข้ม มีหัวเล็กๆ ติดอยู่รอบหัวใหญ่ เป็นกลุ่มจำนวนมากกาบใบ เส้นใบสีแดง ทั้งนี้ใบและยอดเผือกนำมาใช้เป็นผักได้ แต่ที่นิยมมากคือ หัวเผือก นำมาประกอบอาหารได้หลายอย่าง เช่น ต้ม ทอด แกง ขนมหวาน เผือกมีประโยชน์ต่อร่างกายหลายอย่าง ช่วยบำรุงสุขภาพ อุดมด้วยคาร์โบไฮเดรต โปรตีน โพแทสเซียม ฟอสฟอรัส วิตามินบี 1 วิตามินซี แคลเซียม ฯลฯ --- ข้อมูลการปลูก --- เผือกตาแดง หรือที่รู้จักกันในชื่อเผือกแม่ลูกอ่อน เป็นเผือกสายพันธุ์หนึ่งที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ทั้งในด้านรูปลักษณ์ รสชาติ และลักษณะการเจริญเติบโตของหัวที่แตกแขนงออกมาเป็นหัวเล็กๆ รอบหัวแม่ ซึ่งเป็นที่มาของชื่อ "แม่ลูกอ่อน" 1. ประวัติและที่มา: เผือกมีถิ่นกำเนิดในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และหมู่เกาะมหาสมุทรแปซิฟิก เป็นพืชหัวที่ได้รับการบริโภคมานานหลายพันปี สำหรับ "เผือกตาแดง" นั้นเป็นสายพันธุ์เฉพาะถิ่นที่พบมากในอดีต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในชุมชนชาวไทยเชื้อสายมอญในจังหวัดราชบุรี ที่ได้อนุรักษ์และสืบทอดการปลูกเผือกสายพันธุ์นี้มาตั้งแต่บรรพบุรุษ ปัจจุบันเผือกตาแดงค่อนข้างหายาก ไม่เป็นที่รู้จักแพร่หลายเท่าเผือกชนิดอื่น เนื่องจากมีผู้ปลูกน้อยลง ทำให้เป็นเผือกที่หาทานได้ยาก บางครั้งมีให้ทานเพียงปีละครั้งเท่านั้น ถือเป็นเผือกโบราณที่ทรงคุณค่าและเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตชาวมอญในราชบุรี 2. ลักษณะเด่น: สี: จุดเด่นที่ทำให้เผือกชนิดนี้ได้รับชื่อ "ตาแดง" คือ บริเวณตาของหัวเผือกมีสีแดงเข้ม นอกจากนี้ บริเวณกาบใบและเส้นใบก็มักจะมีสีแดงอมชมพูด้วยเช่นกัน หัว: มีลักษณะเด่นคือ มีหัวเล็กๆ (เรียกว่า "ลูกซอ" หรือ "ลูกเผือก") ติดอยู่รอบๆ หัวใหญ่ (เรียกว่า "หัวแม่") เป็นกลุ่มจำนวนมาก ลักษณะเช่นนี้เองที่ทำให้ได้ชื่อว่า "เผือกแม่ลูกอ่อน" รสชาติและเนื้อสัมผัส: เผือกตาแดงขึ้นชื่อเรื่องความอร่อย เนื้อนุ่มละเอียด มีความมันและหอมเฉพาะตัว ไม่ฝาดคัน สามารถนำไปประกอบอาหารคาวหวานได้หลากหลาย คุณค่าทางโภชนาการ: เผือกโดยทั่วไปมีคุณค่าทางโภชนาการสูง อุดมไปด้วยคาร์โบไฮเดรตที่ให้พลังงาน มีใยอาหารสูง ช่วยเรื่องระบบย่อยอาหารและระบบขับถ่าย นอกจากนี้ยังมีธาตุเหล็ก ฟลูออไรด์ วิตามินอี และแป้งต้านทานการย่อย (Resistant Starch) ซึ่งมีประโยชน์ต่อสุขภาพหลายประการ เช่น ช่วยเสริมสร้างกระดูกและฟัน ลดคอเลสเตอรอล และต้านอนุมูลอิสระ 3. การปลูก: การปลูกเผือกตาแดงมีขั้นตอนคล้ายกับการปลูกเผือกทั่วไป แต่ต้องใส่ใจในรายละเอียดบางประการ การเลือกพื้นที่และการเตรียมดิน: เผือกชอบดินร่วนปนทราย หน้าดินลึก มีความอุดมสมบูรณ์ และระบายน้ำได้ดี ค่าความเป็นกรด-ด่าง (pH) ที่เหมาะสมคือ 5.5-6.5 ไถพรวนดินให้ร่วนซุย ทำร่องหรือยกร่องเพื่อช่วยในการระบายน้ำ โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนที่อาจมีน้ำขังได้ง่าย ใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักที่สลายตัวดีแล้วรองพื้นในอัตรา 2-4 ตันต่อไร่ เพื่อเพิ่มอินทรียวัตถุและความอุดมสมบูรณ์ของดิน การเตรียมพันธุ์: ใช้หัวเผือกเล็กๆ (ลูกซอ) ที่สมบูรณ์ ไม่เป็นโรค สำหรับทำพันธุ์ หรืออาจใช้หัวแม่ที่แบ่งจากตาสมบูรณ์ ก่อนปลูก ควรผึ่งหัวเผือกในที่ร่ม มีอากาศถ่ายเทสะดวก ประมาณ 1-2 เดือน เพื่อให้พ้นระยะพักตัวและกระตุ้นการงอก ช่วงเวลาปลูก: นิยมปลูกในช่วงต้นฤดูฝน (ประมาณเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน) ซึ่งเป็นช่วงที่เผือกได้รับน้ำและความชื้นอย่างเพียงพอต่อการเจริญเติบโต ระยะปลูก: ปลูกในหลุมที่เตรียมไว้ โดยเว้นระยะห่างที่เหมาะสม (เช่น ระยะระหว่างต้น 30-40 ซม. ระหว่างแถว 100 ซม.) เพื่อให้เผือกมีพื้นที่ในการขยายหัว และลดความเสี่ยงของการแพร่ระบาดของโรค 4. การดูแล: การให้น้ำ: ในช่วงหน้าฝน โดยปกติแล้วน้ำฝนจะเพียงพอต่อความต้องการของเผือก แต่หากมีช่วงฝนทิ้งช่วง ควรให้น้ำเสริมเพื่อรักษาความชื้นในดินให้สม่ำเสมอ การกำจัดวัชพืช: หมั่นกำจัดวัชพืชอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะในช่วงที่เผือกยังเล็ก เพื่อไม่ให้วัชพืชแก่งแย่งธาตุอาหารและน้ำ การใส่ปุ๋ย: ปุ๋ยเร่งต้น (ช่วง 2 เดือนแรก): อาจใช้ปุ๋ยที่มีไนโตรเจนสูง เช่น ปุ๋ยสูตร 30-0-0 หรือ 15-15-15 เพื่อส่งเสริมการเจริญเติบโตของใบและลำต้น ปุ๋ยเร่งหัว (ช่วง 4 เดือนขึ้นไป): เน้นปุ๋ยที่มีโพแทสเซียมสูง เช่น สูตร 15-3-21, 15-5-20 หรือ 13-13-21 เพื่อช่วยในการสร้างเนื้อแป้ง ขยายขนาดหัว และเพิ่มน้ำหนักผลผลิต การป้องกันโรคและแมลง: โรคที่พบบ่อยในหน้าฝน: โรคใบไหม้/ใบจุดตาเสือ (เกิดจากเชื้อรา Phytophthora colocasiae) และโรคหัวเน่า ซึ่งมักเกิดจากความชื้นในดินสูงและน้ำขัง การป้องกัน: ควรทำระบบระบายน้ำในแปลงปลูกให้ดี หลีกเลี่ยงการปลูกในพื้นที่ที่เคยมีการระบาด ใช้พันธุ์ต้านทานหรือทนทานต่อโรค และหากมีการระบาด ควรพิจารณาใช้สารชีวภัณฑ์หรือสารเคมีที่เหมาะสมตามคำแนะนำ แมลงศัตรู: เพลี้ยอ่อน เป็นแมลงที่อาจพบเข้าทำลายใบเผือก 5. การเก็บเกี่ยว: อายุการเก็บเกี่ยว: เผือกตาแดงใช้เวลาประมาณ 7-8 เดือนนับจากวันปลูกจนถึงเก็บเกี่ยว การสังเกต: เมื่อเผือกเริ่มแก่จัด สังเกตได้จากใบเผือกที่เริ่มเหี่ยวเป็นสีเหลืองจากใบล่างขึ้นไปจนเหลือแต่ใบตรงส่วนยอดเพียงไม่กี่ใบ และโคนต้นจะเริ่มลอกเหนือดินขึ้นมาเล็กน้อย วิธีการเก็บเกี่ยว: ควรขุดหัวเผือกด้วยความระมัดระวัง ไม่ให้หัวมีบาดแผลช้ำ เพราะจะทำให้เผือกเน่าเสียได้ง่าย การเก็บรักษา: หลังการเก็บเกี่ยว ควรนำเผือกไปไว้ในที่ร่ม มีอากาศถ่ายเทสะดวก ไม่ควรอับชื้น เพื่
เรื่องเล่าจากชุมชน

ประสบการณ์จากผู้ใช้

เขียนรีวิว ↗

รายงานข้อมูลสินค้านี้

เป็นคนแรกที่เล่าประสบการณ์

ชอบอะไร มีข้อสังเกตตรงไหน? เรื่องเล่าของคุณช่วยให้คนอื่นเลือกได้ดีขึ้น