รู้จักสินค้านี้
ต้นกระถินเทศ จัดเป็นพรรณไม้พุ่มผลัดใบขนาดย่อม กิ่งมักคดไปมาแต่จะยืดจนเกือบตรงเมื่อต้นเจริญเติบโตขึ้น ลำต้นมีลักษณะตั้งตรง มีความสูงได้ประมาณ 2-4 เมตร ตามลำต้นและกิ่งก้านมีหนามแหลม กิ่งออกในลักษณะซิกแซ็ก เปลือกต้นเป็นสีคล้ำน้ำตาล ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการเพาะเมล็ด ปักชำกิ่ง ตอนกิ่ง เจริญเติบโตได้ดีในดินร่วนซุยและดินเหนียวที่อุ้มน้ำได้ดี ต้องการน้ำปานกลาง ควรปลูกในที่มีแสงแดดทั้งวัน มีถิ่นกำเนิดในอเมริกากลางและอเมริกาใต้ พบขึ้นเป็นวัชพืชทั่วไปในเขตร้อน
สรรพคุณของกระถินเทศ
ตำรายาไทยจะใช้รากกระถินเทศกินเป็นยาอายุวัฒนะ (ราก)[1],[3]
หากเป็นวัณโรคมีร่างกายอ่อนแอ ให้ใช้รากแห้งประมาณ 15-30 กรัม ต้มเอาน้ำตุ๋นกับเป็ด หรือไก่ หรือเต้าหู้ (อย่างใดอย่างหนึ่ง) ใช้กินวันละครั้ง (รากแห้ง)[2],[4]
เมล็ดนำมาบดให้เป็นผง หรือคั่วกินเป็นอาหารปกติ จะช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดได้ (เมล็ด)[3]
ยาขี้ผึ้งจากดอกใช้เป็นยาแก้ปวดศีรษะ (ดอก)[2]
เปลือกใช้เป็นยาแก้ไอ (เปลือก)[5]
ยางจากรากใช้อม กิน เคี้ยวเป็นยาแก้ไอ แก้เจ็บคอ ช่วยทำให้คอชุ่ม (ยางจากราก)[2],[3],[4] หรือใช้ยางเข้ายาแก้ไอ บรรเทาอาการระคายคอ
ใช้เป็นยารักษาแผลในคอ (ราก)[3]
รากมีสรรพคุณทำให้อาเจียน (ราก)[5] บ้างใช้เปลือกนำมาต้มกับหอมหัวใหญ่กินเป็นยาทำให้อาเจียน (เปลือกต้น)[2]
เมื่อเป็นโรคเลือดออกตามไรฟัน ให้ใช้เปลือกต้นประมาณ 1 ส่วน น้ำ 20 ส่วน แล้วผสมกับขิงสดอีก 1 แง่ง ต้มให้เดือด แล้วกรองเอาแต่น้ำใช้บ้วนปากทุกเช้าเย็นเป็นประจำ (เปลือกต้น)[2],[4] ส่วนอีกข้อมูลระบุว่า ให้นำรากมาต้มรวมกับขิงใช้อมบ้วนปากแก้เหงือกอักเสบและมีเลือดออก (ราก)[5]
ยาพื้นบ้านล้านนาจะใช้รากนำมาต้มกับน้ำอมเป็นยาแก้ปวดฟัน (ราก)[1]
ใช้เป็นยาแก้โรคปอด (ยาง, รากและเมล็ด)[4]
ยาชงจากดอกใช้กินแก้อาการอาหารไม่ย่อย (ดอก)[2]
ฝักดิบจะมีรสฝาดมาก เมื่อนำมาต้มกับน้ำกินจะมีสรรพคุณเป็นยาแก้โรคบิดได้ (ฝักดิบสีเขียว)[2]
เปลือกต้นมีรสฝาด ใช้ภายในเป็นยาแก้ท้องเสียได้ โดยนำมาต้มเอาน้ำกินแทนน้ำชา (เปลือกต้น)[2],[3],[4]
ดอกใช้แช่กับเหล้ากินเป็นยาแก้ปวดท้อง และเป็นยากระตุ้น (ดอก)[2]
ใช้เป็นยาแก้ริดสีดวงทวาร (เปลือกต้น)[5]
เปลือกใช้ต้มแล้วกรองเอาแต่น้ำใช้ล้างแผล แก้ดากออก แก้ระดูขาว (เปลือกต้น)[2],[4]
เปลือกต้นมีสรรพคุณเป็นยาฝาดสมาน ใช้สมานแผลห้ามเลือด โดยนำมาบดเป็นผงโรยหรือพอกบริเวณบาดแผล หรือบดให้ละเอียดต้มแล้วกรองเอาน้ำใช้ล้างแผลหรือใช้ทาแผล โดยส่วนที่ใช้ต้องทำให้แห้งและใช้ประมาณ 1.5-3 กรัม (เปลือกต้น)[2],[3],[4],[5]
ใบอ่อนใช้ตำแล้วเอากากมาพอกแก้แผลเรื้อรังและแก้บาดแผล เมื่อนำมาต้มกรองเอาแต่น้ำจะใช้ล้างแผลได้ (ใบอ่อน)[2],[4],[5]
รากใช้ภายนอกนำมาต้มแล้วกรองเอาน้ำใช้ล้างแผล หรือนำมาตำให้ละเอียดแล้วเอามาพอกแผล แก้ฝีมีหนอง โดยส่วนที่ใช้ต้องทำให้แห้ง และใช้ประมาณ 15-24 กรัม (ราก)[2],[3] ส่วนตำรับยาแก้ฝีมีหนองหลายตัวนั้น ระบุให้ใช้รากสดประมาณ 60 กรัม ถ้ามีหนองน้อยให้นำมาตุ๋นกับเป็ดหรือไก่กิน แต่ถ้ามีหนองมากให้นำมาตุ๋นกับเต้าหู้กิน (รากสด)[2]
เนื้อหุ้มเมล็ดใช้ตำแล้วนำมาพอกแก้ฝีหลายหัวและใช้แก้เนื้องอก (เนื้อหุ้มเมล็ด)[2]
ใช้รักษาฝีหนองในร่างกาย (รากและเมล็ด)[4]
ฝักดิบใช้ต้มเอาน้ำล้างแผลแก้ผิวหนังที่มีอาการเยื่อเมือกอักเสบ เช่น ที่คอและตา (ฝักดิบสีเขียว)[2],[4] ส่วนราก เปลือก และใบ ก็มีรสฝาดเช่นกัน สามารถนำมาต้มแล้วกรองเอาน้ำใช้ล้างผิวหนังที่มีอาการเยื่อเมือกอักเสบ เช่น ที่คอและตาได้ (ราก, เปลือกต้น, ใบ)[2]
รากใช้เป็นยาทาแก้พิษจากแมลงสัตว์กัดต่อย (ราก)[1],[3]
รากใช้เป็นยาพอกแก้บวม (ราก)[5] บ้างใช้รากผสมกับเหล้าตำพอกแก้แขนขาบวมและอักเสบ (ราก)[2]
รากใช้ต้มกับน้ำกินเป็นยาแก้อักเสบ ปวดข้อ แก้โรคไขข้ออักเสบ (ราก)[2],[3],[4],[5]
ตำรับยาแก้อาการปวดตามข้อ แก้ฝีหนองในปอด จะใช้รากสดประมาณ 60 กรัม นำมาตุ๋นกับเป็ด หรือไก่ หรือเต้าหู้ อย่างใดอย่างหนึ่งกิน (รากสด)[2],[4]
ใบแก่ใช้ตำแล้วคั้นเอาน้ำจากใบมาทาบริเวณเอวและหลัง จะช่วยบรรเทาอาการปวดได้ (ใบแก่)[2],[4]
ดอกใช้เป็นยาแก้เกร็ง (ดอก)[5]
ยางใช้ผสมกับยาผงปั้นเป็นเม็ดผสมกับยาอื่น แก้เยื่ออ่อนของอวัยวะภายในอักเสบ เพิ่มความชุ่มชื้น (ยาง)[2],[4]
ตำรับยาบำรุงหัวใจพื้นบ้านของอำเภอทับคล้อ จังหวัดพิจิตร จะใช้ลำต้นกระถินเทศ 2-3 กิ่ง นำมาตำหรือทุบ แล้วนำไปต้มกับน้ำครึ่งลิตรพอเดือด ทิ้งให้อุ่น ให้หญิงคลอดลูกที่อ่อนเพลียเนื่องจากการตกเลือด ดื่มเป็นยาบำรุงหัวใจจะสดชื่นขึ้นทันที แต่จะให้ดื่มหลังจากที่ดื่มน้ำใบเสนียด ซึ่งเตรียมได้จากการนำใบเสนียดสด ๆ 5 ใบ มาโขลกกับเกลือเล็กน้อยดื่มเพื่อเป็นยาห้ามเลือด ถ้ายังไม่หายอ่อนเพลียก็จะให้รับประทานน้ำต้มจากกิ่งกระถินเทศ (ข้อมูลจากการสัมภาษณ์บุคคล ยังไม่ได้รับการพิสูจน์