ของน่าใช้ มีเรื่องราวให้ค้นพบรู้จัก Buydeestore
หมอประเสริฐแนะนำ นิทาน แม่จ๋า อย่าโมโห (Schreimutter)
Books & Magazines

หมอประเสริฐแนะนำ นิทาน แม่จ๋า อย่าโมโห (Schreimutter)

เช็กราคาล่าสุดที่ร้านค้า

ราคา โปรโมชั่น และตัวเลือกสินค้าอาจเปลี่ยนแปลงที่ร้านค้าปลายทาง

ดูราคาและโปรโมชั่นล่าสุด

เราอาจได้รับค่าตอบแทนเมื่อมีการซื้อผ่านลิงก์นี้ คุณทำรายการซื้อขายกับร้านค้าปลายทางโดยตรง

สินค้านี้ตรงใจไหม?

บอกเราเพื่อช่วยปรับสินค้าที่แนะนำให้เหมาะกับคุณมากขึ้น

ข้อมูลสินค้าในที่เดียว อ่านประสบการณ์ก่อนเลือก เช็กเงื่อนไขจากร้านค้า

รู้จักสินค้านี้

คุณแม่ของเพนกวิ้นโกรธมาก ลูกเพนกวิ้นเล่าว่า เมื่อเช้านี้แม่โมโห แม่ตะโกนใส่ฉันเสียงดังมาก ดังมากจนตัวของฉันแตกออกเป็นเสี่ยงๆ แล้วก็ปลิวลอยไป หัวก็ลอยไปในอวกาศ ตัวอยู่ในทะเล ปีกหายไปในป่า ปากไปตกอยู่บนยอดเขาและก้นก็ไปหล่นอยู่ในเมือง เมื่อเท้าอันเหนื่อยอ่อนเดินไปจนถึงทะเลทรายซาฮาร่า ก็มีเงาอันใหญ่ปรากฏขึ้นมา คุณแม่ของเพนกวิ้นน้อยได้รวบรวมชิ้นส่วนทั้งหมดและเย็บทุกอย่างเข้าไว้ด้วยกัน แม่ขอโทษนะ เธอกล่าว แม่จ๋า อย่าโมโห ยุททา เบาเออร์ วิภาศิริ กิจสุบรรณ สายสัมพันธ์เป็นหางเสือ หัวเรือคือ EF กลายเป็นนิทานประกอบภาพสำหรับเด็กที่ใช้อธิบายได้อย่างไม่น่าเชื่อ เมื่อเช้านี้แม่ด่าฉันแรงมาก แล้วฉันก็แตกกระจายไป ไปไหน? หาอ่านเองนะครับ เกิบๆนิทานสยองขวัญ ซึ่งสมควรสยองขวัญ เมื่อแม่หายไป แม่ใจดีกลายเป็นแม่ใจร้าย (good mother, bad mother) มันสยองมาก สายสัมพันธ์หายไป แล้วตัวตนก็หายไปด้วย เหลือแค่ขาที่วิ่งหลงทางไปทั่วโลก จนกว่า... #childrenpicturebooks รีวิวจาก เพจ ตามใจนักจิตวิทยา เมื่อการตวาดของแม่สามารถทำให้ตัวของลูกแตกกระจาย . หนังสือนิทาน "แม่จ๋า อย่าโมโห" โดย Schreimutter ผู้แปล วิภาศิริ กิจสุบรรณ สนพ. SandClock . บ่อยครั้งที่เด็ก ๆ อาจจะเผลอทำให้พ่อแม่อย่างเราเกิดความรู้สึกอยากจะระเบิดออกมาตรงนั้น แต่เราก็เลือกที่จะควบคุมอารมณ์และสยบความโกรธนั้นลงไปก่อน เพราะด้วยวุฒิภาวะและสมองของผู้ใหญ่ที่พัฒนามากพอจะทำให้เราสามารถควบคุมอารมณ์ได้ดีกว่าเด็ก ๆ . ถึงกระนั้น พ่อแม่ก็เป็นเพียงมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่ง เรามีความรู้สึก และเรามีขีดจำกัดเช่นเดียวกัน หากลูกล้ำเส้นและกดปุ่มต้องห้ามในตัวเรา จนทำให้สติตามไม่ทันการกระทำอีกต่อไป เราอาจจะเผลอระเบิดอารมณ์ใส่ลูกโดยไม่ตั้งใจ ไม่ว่าจะเป็นการขึ้นเสียง ตวาดเขา และอื่น ๆ . นิทานเล่มนี้เริ่มเรื่องมาด้วยแม่เพนกวินตวาดใส่ลูกเพนกวินน้อยของเธอ ทันทีที่คลื่นเสียงของแม่กระทบลูกน้อย ตัวของลูกเพนกวินก็กระจายออกจากกัน บางส่วนก็กระจายไปไกลถึงอวกาศ บางส่วนก็ไปอยู่ที่ยอดเขา และบางส่วนก็ไปลอยเค้งกลางทะเล เหลือไว้เพียงส่วนเท้า ที่ต้องออกตามหาชิ้นส่วนต่าง ๆ . ตามความเข้าใจของตัวเอง ผู้เขียนอาจจะต้องการสื่อว่า เมื่อผู้ใหญ่ตวาดใส่เด็ก การตวาดต่างจากการตะโกน เพราะนอกจากเสียงอันดังแล้ว เนื้อความในการตวาดจะเป็นไปทางลบ (ในขณะที่การตะโกนอาจจะไม่ได้มีเนื้อความทางลบ) ซึ่งเด็กที่ได้รับการตวาด ตัวตนของเขาได้รับการกระทบกระเทือน เหมือนกับตัวเพนกวินน้อยที่ตัวของเขาแตกกระจายออกจากกัน . ด้วยความอยากรู้ว่า เด็ก ๆ จะรู้สึกและคิดอย่างไรกับนิทานเรื่องนี้ จึงได้นำนิทานไปเล่าให้เด็ก ๆ ฟัง และทำกิจกรรมร่วมกัน . . กิจกรรม ตามหาชิ้นส่วนของลูกเพนกวิน . ก่อนเริ่มเล่านิทาน ได้อ่านชื่อหนังสือให้เด็ก ๆ ฟังว่า แม่จ๋า อย่าโมโห เด็ก ๆ รีบยกมือแล้วบอกเราทันทีว่า พวกเขาต่างเคยทำให้เเม่และพ่อโมโห เด็กคนหนึ่งบอกว่า เขาไม่ยอมนอน จนแม่โมโหและตะโกนเสียงดังไล่เขาให้ไปนอน อีกคนบอกว่า เขาไม่ยอมแปรงฟัน แม่เลยปรี๊ดแล้วตวาดใส่ น้องคนเล็กของกลุ่มบอกว่า เขาเคยแอบแกล้งแม่ ด้วยการไปจั๊กจี้เอวแม่ แม่เลยทำน้ำหกเลย . ระหว่างฟังนิทาน เด็ก ๆ ขำมากที่ชิ้นส่วนของเจ้าลูกเพนกวินกระจายไปในที่ ๆ ห่างไกลกัน ที่ขำก้ากกันเลย น่าจะเป็นตอนที่ก้นกระเด็นไปอยู่กลางสี่แยกไฟแดง และปีกทั้งสองที่ไปอยู่บนตัวเสือ . เมื่อฟังนิทานจบ ได้ให้เด็ก ๆ ออกไปตามหาชิ้นส่วนของลูกเพนกวินที่ถูกซ่อนไว้ในสวน . เด็ก ๆ รีบวิ่งออกไปตามหาทันที พวกเขาบอกว่า เป็นห่วง และสงสารลูกเพนกวินมาก ๆ . เมื่อได้ชิ้นส่วนของลูกเพนกวินครบแล้ว ได้ให้เด็ก ๆ ช่วยกันประกอบและระบายสีตัวลูกเพนกวิน ก่อนจะส่งคืนแม่เพนกวิน พวกเขาช่วยกันแปะเทปกาวลงบนตัวของลูกเพนกวิน เพื่อประกอบร่างเข้าด้วยกัน . ระหว่างนั้นเราถามเขาว่า เด็ก ๆ คิดว่า ทำไมลูกเพนกวินถึงแตกกระเจิงขนาดนี้ เด็กคนหนึ่งตอบเราว่า เพราะคำพูดของแม่เพนกวินทำร้ายลูกเพนกวิน ตัวของเขาเลยแตกกระจาย" . ก่อนจะจบกิจกรรม เด็กคนหนึ่งบอกว่า "แม่รักลูกมาก แต่บางครั้งลูกก็ซนจริง ๆ และนั่นก็เลยทำให้แม่ตวาดลูก เด็กทุกคนเห็นด้วย แต่พอถามว่า แล้วจะทำอย่างไรดีให้แม่ไม่ตวาดเรา เด็กทุกคนตอบว่า ต้องไม่ดื้อ ไม่ซน แต่พอถามว่า เราทำได้ไหม ทุกคนตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า ม่ายด้ายยยยย สัจธรรมก็ยังคงเป็นสัจธรรม เพราะเด็กก็คือเด็ก ธรรมชาติของเขา คือ ความซนและความดื้อ . ก่อนจะจบกิจกรรมได้ถามเด็ก ๆ ว่า "อยากให้แม่ทำอย่างไรดี ถ้าเราดื้อ เด็กคนแรก ตอบว่า อยากให้แม่บอกดี ๆ เด็กคนที่สอง ตอบว่า อยากให้แม่ทำให้ดู เด็กคนที่สาม ตอบว่า อยากให้แม่ใจเย็น ๆ เด็กคนที่สี่ ตอบว่า อยากให้เเม่พูดเบา ๆ และน้องเล็กคนสุดท้ายของกลุ่ม ตอบว่า อยากให้แม่กอด . คำถามสุดท้ายที่ถามเด็ก ๆ คือ ถ้าแม่ตวาดเราเหมือนแม่เพนกวิน เราจะรู้สึกอย่างไร และเราจะทำอย่างไรดี เด็กคนแรก ตอบว่า รู้สึกเสียใจ แต่ก็คงไม่แตกกระจายแบบลูกเพนกวิน เด็กคนที่สอง ตอบว่า รู้สึกเศร้า และไม่ชอบ ไม่อยากอยู่ตรงนั้น เด็กคนที่สาม ตอบว่า รู้สึกเศร้า แต่ไม่โกรธ เพราะเราซนเอง อยากขอโทษแม่ เด็กคนที่สี่ ตอบว่า รู้สึกไม่ชอบ แต่รักแม่เหมือนเดิม และน้องเล็กคนสุดท้ายของกลุ่ม ตอบว่า รู้สึกเศร้า จะร้องไห้ และกอดแม่ . . มุมมองของเด็ก ๆ ที่มีต่อแม่ของพวกเขา ทำให้รับรู้ได้ว่า "แม่เป็นคนสำคัญของลูก ทุกคำพูดและการกระทำของเราสามารถส่งผลต่อจิตใจดวงน้อย ๆ ของพวกเขา ไม่ว่าแม่จะทำกับลูกเช่นไร พวกเขาจะยังรักและต้องการความรักจากเราเสมอ" . แม้ว่า พ่อแม่จะเป็นมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่ง แต่ถ้าเราต้องจัดการลูก ณ เวลาที่เราไม่พร้อม เอาตัวเองออกมา ไม่จำเป็นต้องจัดการปัญหาตอนนั้น ถ้าคิดไม่ออกว่าต้องพูดหรือทำอะไร การไม่พูดหรือทำอะไรอาจจะดีที่สุด เพราะคำพูดและการกระทำไม่สามารถเรียกกลับคืนมาได้ ลูกเรามีคนเดียว จิตใจของเขาหากพังแล้ว คงไม่สามารถซ่อมด้วยการแปะเทปกาว
เรื่องเล่าจากชุมชน

ประสบการณ์จากผู้ใช้

เขียนรีวิว ↗

รายงานข้อมูลสินค้านี้

เป็นคนแรกที่เล่าประสบการณ์

ชอบอะไร มีข้อสังเกตตรงไหน? เรื่องเล่าของคุณช่วยให้คนอื่นเลือกได้ดีขึ้น