Home & Living
แคลเชียม-โบรอน คุณภาพสูงสูตรน้ำ ตราเที่ยงตรง ขนาด 100 500 และ 1 ลิตร
฿50.00
ราคาจากข้อมูลล่าสุด 10/09/2026 02:15 อาจต่างจากราคาปัจจุบัน
ดูสินค้าที่ร้านค้าเราอาจได้รับค่าตอบแทนเมื่อมีการซื้อผ่านลิงก์นี้ คุณทำรายการซื้อขายกับร้านค้าปลายทางโดยตรง
ข้อมูลสินค้าในที่เดียวอ่านประสบการณ์ก่อนเลือกเช็กเงื่อนไขจากร้านค้า
รู้จักสินค้านี้
แบรนด์พลัส แคลเชียม-โบรอน สินค้าคุณภาพตราเที่ยงตรง ช่วยในการผสมเกสร เพิ่มการติดผล
ส่วนประกอบ แคลเชียม 10 %
โบรอน 2 %
วิธีการใช้ ฉีดพ่นให้เป็นละอองเล็กๆ พอเปียกทั่วใบและทุกส่วนของพืชทุกๆ 7-10 วัน
อัตราการใช้ 10-30 cc.ต่อน้ำ 20 ลิตร
ความสำคัญและประโยชน์ของแคลเซียมโบรอน
1.พืชใช้แคลเซียมในการแบ่งเซลล์ที่ส่วนของยอดและปลายรากทำให้พืชเจริญเติบโตได้ดี เมื่อส่วนปลายรากแข็งแรงสามารถดูดน้ำและอาหารได้เต็มที่
2.แคลเซียมเป็นองค์ประกอบที่สำคัญของผนังเซลล์ และทำหน้าที่เชื่อมให้ผนังเซลล์ข้างเคียงประสานกัน ผนังเซลล์จึงมีความแข็งแรง เซลล์จำนวนมากเชื่อมติดกันกลายเป็นเนื้อเยื่อและอวัยวะของพืช ทำให้ลำต้นพืชแข็งแรงและช่วยรักษาโครงสร้างของผนังเซลล์
3.แคลเซียมมีบทบาทควบคุมให้รากพืชเจริญเติบโตมีทิศทางลงสู่ดินตอบสนองต่อความถ่วง (gravity) ของโลก และส่งเสริมการทำหน้าที่ของออกซินด้านการเจริญเติบโตของเซลล์
4.แคลเซียมควบคุมการดูดน้ำของเซลล์พืช โดยเอื้อต่อการดูดน้ำเข้ามาใช้ประโยชน์ นอกจากนี้แคลเซียมยังมีบทบาททางอ้อมในการควบคุมการเปิดและปิดปากใบ
5.แคลเซียมไอออนเป็นตัวนำข่าวสารให้ระบบส่วนกลางทราบภาวะของสิ่งแวดล้อมภายนอกซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ เช่น อุณหภูมิ แสง ความแห้งแล้ง ความเค็มและการเข้าทำลายของเชื้อโรค รวมทั้งกระตุ้นให้พืชป้องกันอันตรายจากสิ่งเหล่านั้นอย่างเหมาะสม นอกจากนั้นแคลเซียมยังช่วยเพิ่มความต้านโรคพืชและซ่อมแซมบาดแผลที่เกิดขึ้น
6.แคลเซียมมีบทบาทต่อการเกิดดอกและผล แคลเซียมส่งเสริมให้มีการปฏิสนธิในดอกหลังจากการถ่ายเรณูโดยเหนี่ยวนำให้หลอดเรณูยืดตัว เพื่อส่งเซลล์สืบพันธุ์เพศผู้ไปจนถึงรังไข่ ทำให้เกิดการปฏิสนธิกับเซลล์ไข่ จึงมีการพัฒนาผลและเมล็ด
7.แคลเซียมช่วยเคลื่อนย้ายคาร์โบไฮเดรต โปรตีน และน้ำตาล มาสะสมที่ผล ระหว่างการเจริญเติบโตของผล ทำให้ผลเจริญเติบโตอย่างสมบูรณ์และลดปัญหาการหลุดร่วงของผลได้
8.แคลเซียมกระตุ้นการทำงานของเอนไซม์อะไมเลสในเมล็ดซึ่งทำหน้าที่ย่อยแป้งอันเป็นอาหารสะสมในเอนโดสเปิร์มให้เป็นน้ำตาลโมเลกุลเล็ก เพื่อนำไปใช้เป็นแหล่งพลังงานในการงอกของเมล็ดและเป็นโครงคาร์บอนสำหรับสังเคราะห์สารอินทรีย์ต่างๆ
อาการและผลกระทบของพืชขาดแคลเซียม
1.อาการขาดธาตุแคลเซียมของพืชจะแสดงอาการที่ใบอ่อนจะเหลืองซีดและใบเล็ก
2.อาการขาดแคลเซียมสามารถเห็นได้ชัดในเนื้อเยื่อส่วนปลายซึ่งจะทำให้ส่วนเหล่านี้แห้งตาย หยุดการเจริญเติบโต ไม่ออกดอก และผล
3.การเจริญเติบโตของรากพืชลดลงทำให้ประสิทธิภาพการดูดซึมธาตุอาหารต่าง ๆ ในดินลดลง โครงสร้างของลําต้นอ่อนแอลง ส่งผลให้พืชเจริญเติบโตช้า แคระแกร็น
4.ทำให้เกิดอาการผิดปกติกับผล เช่น ผลจะเกิดการแตก เกิดรอยแผลปริแตกจากก้นผล
5.บางกรณีการขาดแคลเซียมอาจส่งผลให้พืชออกดอกเร็วเกินไป ใบที่อยู่ชั้นในสุดจะรวมตัวติดกันแน่นเป็นกระจุก โรคและแมลงเข้าอาศัยและทำลายพืชได้ง่าย เกิดความเสียหายต่อคุณภาพของผลผลิตของพืชปลูก
6.การเจริญเติบโตและผลผลิตรวมถึงคุณภาพของผลผลิตพืชลดลง
วิธีใช้แคลเซียมโบรอน
1.หากฝนตกชุก ไม่ควรใส่แคลเซียมโบรอนเพราะจะทำให้สูญเสียได้ง่าย แต่ควรใส่หลังฝนตก เมื่อดินยังมีความชื้น
2.สภาพอากาศแห้งแล้ง หากใส่แคลเซียมโบรอนจะทำให้พืชไม่ดูดกิน เนื่องจากพืชดูดโบรอนผ่านทางการคายน้ำ หากอากาศร้อนจัดพืชหยุดคายน้ำ แคลเซียมโบรอนก็จะไม่ถูกดูดซึมเข้าสู่รากพืช ควรรดน้ำพืชผักผลไม้ก่อนใส่ปุ๋ยโบรอน
3.การฉีดพ่นแคลเซียมโบรอนทางใบ ควรฉีดช่วงเช้าหรือเย็น ที่มีแดดอ่อน ๆ และเติมสารจับใบหรือสารแทรกซึมเพื่อให้แคลเซียมโบรอนเคลื่อนที่เข้าสู่เซลล์พืชได้อย่างรวดเร็ว
4.ไม่ใส่แคลเซียมโบรอนหลังใส่ปูนทุกชนิด เพราะความเป็นด่างของปูนจะทำให้โบรอนไม่เป็นประโยชน์ต่อพืช ควรทิ้งช่วงห่างประมาณ 30 วันขึ้นไป
5.ควรมีการปลูกพืชหมุนเวียน และใส่ปุ๋ยอินทรีย์อย่างสม่ำเสมอ
เรื่องเล่าจากชุมชน
เขียนรีวิว ↗ประสบการณ์จากผู้ใช้
เป็นคนแรกที่เล่าประสบการณ์
ชอบอะไร มีข้อสังเกตตรงไหน? เรื่องเล่าของคุณช่วยให้คนอื่นเลือกได้ดีขึ้น