ของน่าใช้ มีเรื่องราวให้ค้นพบรู้จัก Buydeestore
ไทยปิฎก : ประวัติศาสตร์การเมืองสังคมร่วมสมัยของพุทธศาสนาไทย โดย ภิญญพันธุ์ พจนะลาวัณย์
Books & Magazines

ไทยปิฎก : ประวัติศาสตร์การเมืองสังคมร่วมสมัยของพุทธศาสนาไทย โดย ภิญญพันธุ์ พจนะลาวัณย์

เช็กราคาล่าสุดที่ร้านค้า

ราคา โปรโมชั่น และตัวเลือกสินค้าอาจเปลี่ยนแปลงที่ร้านค้าปลายทาง

ดูราคาและโปรโมชั่นล่าสุด

เราอาจได้รับค่าตอบแทนเมื่อมีการซื้อผ่านลิงก์นี้ คุณทำรายการซื้อขายกับร้านค้าปลายทางโดยตรง

สินค้านี้ตรงใจไหม?

บอกเราเพื่อช่วยปรับสินค้าที่แนะนำให้เหมาะกับคุณมากขึ้น

ข้อมูลสินค้าในที่เดียว อ่านประสบการณ์ก่อนเลือก เช็กเงื่อนไขจากร้านค้า

รู้จักสินค้านี้

หนังสือขนาด Jumbo (16.5 x 23.9 x 2.5 CM) เข้าเล่มปกอ่อนจำนวน 414 หน้า จากชื่อ "ไทยปิฎก" ก็จะเห็นได้ชัดว่าเป็นการยั่วล้อไปกับคำว่า "ไตรปิฎก" ซึ่งตลอดทั้งเล่มงานชิ้นนี้ก็ได้แสดงให้เห็นถึงความเป็นไทยที่สอดแทรกอยู่ในความเป็นพุทธ ขณะเดียวกันความเป็นพุทธก็ฝังตัวอยู่ในความเป็นไทยเช่นกัน อาจกล่าวได้ว่างานเล่มนี้อธิบายความสัมพันธ์ที่แยกไม่ออกและอาจจะไม่มีทางแยกออกระหว่างรัฐไทย พุทธศาสนา การเมือง วัฒนธรรมและสังคม โดยมีช่วงเวลาของการอธิบายลากยาวตั้งแต่การปฏิวัติในปี 2475 จนมาถึงสังคมไทยปัจจุบัน ภายในเล่มประกอบไปด้วย 3 บทหลัก ได้แก่ ความเยาว์วัย ความกลัว-ความหลงใหล และความเหนือกว่า-ความแปลกแยก ซึ่งบทแรกภายใต้ชื่อ "ความเยาว์วัย" เป็นการปูพื้นฐานให้กับคนอ่านเห็นภาพรวมเกี่ยวกับพัฒนาการของพุทธศาสนาในฐานะสถาบันหลักสถาบันหนึ่งของไทย โดยเน้นไปที่บริบทหลังการปฏิวัติ 2475 ตั้งแต่การเกิดขึ้นของคณะปฏิสังขรณ์การพระศาสนา อันเป็นการเคลื่อนไหวของสงฆ์ที่ต้องการให้ความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้นในการปกครองของสงฆ์เอง นำไปสู่การออกพระราชบัญญัติการปกครองสงฆ์ ปี 2484 ที่เป็นเสมือนประชาธิปไตยในโลกของสงฆ์ก็ว่าได้ ตลอดจนการเมืองภายในระหว่างพระสงฆ์มหานิกายและธรรมยุติ การล่มสลายของความเป็นประชาธิปไตยในหมู่สงฆ์ การเกิดขึ้นของสันติอโศก ธรรมกาย และสวนโมกข์ของพุทธทาสภิกขุที่สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงของสังคมไทยในช่วงที่ทุนนิยมและโลกโลกาภิวัตน์มีอิทธิพลอย่างยิ่งต่อสังคมไทย บทที่สอง "ความกลัวและความหลงใหล" บทนี้เป็นการลงลึกเข้าไปในการสร้างและเผยแพร่อุดมการณ์พุทธศาสนาที่สัมพันธ์อยู่กับการเมืองและอุดมการณ์ของรัฐในช่วงทศวรรษ 2500 จนถึงปัจจุบัน ในด้านของบริบททางสังคม สภาวะหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ทำให้คนรู้สึกไม่มั่นคงในชีวิต การคุกคามของภัยคอมมิวนิสต์ การฟื้นฟูบทบาทและความสำคัญของพระมหากษัตริย์และความเป็นไทย เรื่อยมาจนถึงเศรษฐกิจตกต่ำในปี 2540 ทั้งหมดมีส่วนให้สังคมไทยใช้ศาสนาเป็นที่พึ่งพิงทางจิตใจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ความสำคัญของพุทธศาสนาได้รับการขับเน้นจากรัฐอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นการเฉลิมฉลองงานกึ่งพุทธกาล การเชิดชูสถาบันทั้งสาม ได้แก่ ชาติ ศาสนาและพระมหากษัตริย์ในฐานะสิ่งที่แสดงถึงความเป็นไทยเพื่อต้านภัยคอมมิวนิสต์ อาจกล่าวได้ว่าทั้งรัฐและศาสนาพุทธจับมือกันอย่างเข้มแข็งในการผลิตอุดมการณ์ความเป็นไทยออกสู่สังคม การกล่าวอย่างรวมๆ อาจทำให้มองไม่เห็นกระบวนการนี้อย่างชัดเจน แต่หากเอ่ยชื่อพระสงฆ์ที่สำคัญและคุ้นหูคุ้นตาของพุทธศาสนิกชนไทย ไม่ว่าจะเป็น หลวงพ่อฤาษีลิงดำกับการปลุกเสกเครื่องรางของขลังให้กับทหารและตำรวจเพื่อต่อสู้กับภัยคอมมิวนิสต์ สำนักปู่สวรรค์ พระกิตติวุฑฺโฑ และพุทธทาสภิกขุ ที่เคลื่อนไหวอย่างแข็งขันในการต่อต้านคอมมิวนิสต์ผ่านทางการเทศน์และบทความหนังสือต่างๆ หรือการเกิดขึ้นของเรื่องเล่าทางศาสนา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องกฎแห่งกรรม การกลับชาติมาเกิดของ ท.เลียงพิบูลย์ การเขียนชีวประวัติและการธุดงค์ของพระวัดป่าชื่อดังอย่างหลวงปู่มั่นและหลวงตามหาบัว ฯลฯ ทั้งหมดนี้เปรียบประหนึ่งสายธารของเรื่องเล่าที่เน้นย้ำประเด็นเดียวกัน นั่นคือความสำคัญของชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ บทที่สาม "ความเหนือกว่า-ความแปลกแยก" ในส่วนของบทสุดท้าย อาจกล่าวโดยรวมได้ว่าเป็นเสมือนการเปรียบเทียบจัดวางให้เห็นขั้วตรงข้ามของความเป็นพุทธ ระหว่างกรณีของพุทธทาสภิกขุและกรณีของธรรมกาย ในส่วนแรกจะพบว่าพุทธทาสภิกขุประสบความสำเร็จอย่างยิ่งในการผลิตอุดมการณ์ที่ว่า "ธรรมะอยู่เหนือการเมือง" การเป็นคนดีนั้นคือที่สุดที่พึงปรารถนา และนั่นเป็นเสมือนคำอธิบายให้กับการเมืองและสังคมไทยเช่นกัน ในแง่ที่ว่าขอเพียงเป็นคนดี สังคมก็จะดำเนินไปได้อย่างผาสุก ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าความคิดลักษณะนี้ไหลเวียนอยู่ในสังคมไทยอย่างไม่มีทีท่าจะสิ้นสุด ขณะเดียวกัน ภาพของธรรมกายกลับถูกมองเป็นความแปลกแยก ดูเป็นสิ่งที่ไม่ใช่ "พุทธ" ไม่ว่าจะเป็นการจัดกิจกรรมอย่างโปรยดอกไม้ให้พระสงฆ์เดินเหยียบ สถาปัตยกรรมของวัดที่มีลักษณะเหมือนกับจานบิน การทำบุญที่หวังแต่ความร่ำรวย ฯลฯ ทั้งหมดดูจะถูกวิพากษ์วิจารณ์ทั้งในเชิงติดตลกไปจนถึงการเหน็บแนมว่าเป็น "ลัทธินอกรีต" ท้ายที่สุดแล้วผู้เขียนชวนให้เราคิดต่อไปถึงอำนาจของสถาบันพุทธศาสนาที่ทวีขึ้นเรื่อยๆโดยเฉพาะปัจจุบันที่เราต่างหวนกลับไปหาคำอธิบายทางศาสนาผ่านความไม่มั่นคงของปัจเจกชนและในระดับของสังคมโดยรวม ที่ผ่านมาเรามักจะมองพระสงฆ์และศาสนาเป็นเรื่องของความบริสุทธิ์ผุดผ่องปราศจากการเมืองและอำนาจ อย่างไรก็ตามตลอดทั้งเล่ม งานชิ้นนี้ได้เผยให้เห็นว่าความเป็นจริงนั้นตรงกันข้ามกับสิ่งที่เราเคยเชื่อ การแย่งชิงทางอำนาจและความวุ่นวายของสงฆ์มีไม่น้อยกว่าหรืออาจจะเท่ากับสังคมฆราวาสด้วยซ้ำ หากแต่ปัญหาคือ เราเชื่อว่าศาสนาเป็นสิ่งที่ไม่ควรจะถูกตั้งคำถาม ยิ่งไปกว่านั้นไม่ควรจะถูกวิพากษ์วิจารณ์
เรื่องเล่าจากชุมชน

ประสบการณ์จากผู้ใช้

เขียนรีวิว ↗

รายงานข้อมูลสินค้านี้

เป็นคนแรกที่เล่าประสบการณ์

ชอบอะไร มีข้อสังเกตตรงไหน? เรื่องเล่าของคุณช่วยให้คนอื่นเลือกได้ดีขึ้น