Food & Beverages
C Vitt ซี-วิท เครื่องดื่ม วิตตามิน ช่วยดูแลสุขภาพ (สั่งรวมได้ไม่เกิน3แพ็ค)
เช็กราคาล่าสุดที่ร้านค้า
ราคา โปรโมชั่น และตัวเลือกสินค้าอาจเปลี่ยนแปลงที่ร้านค้าปลายทาง
ดูราคาและโปรโมชั่นล่าสุดเราอาจได้รับค่าตอบแทนเมื่อมีการซื้อผ่านลิงก์นี้ คุณทำรายการซื้อขายกับร้านค้าปลายทางโดยตรง
สินค้านี้ตรงใจไหม?
บอกเราเพื่อช่วยปรับสินค้าที่แนะนำให้เหมาะกับคุณมากขึ้น
ข้อมูลสินค้าในที่เดียว
อ่านประสบการณ์ก่อนเลือก
เช็กเงื่อนไขจากร้านค้า
รู้จักสินค้านี้
ทำงานกลางแจ้ง
ทำงานกลางแจ้ง : ทำไมคนทำงานกลางแจ้งต้องเติมวิตามินซีทุกวัน?
คนที่ทำงานกลางแจ้งต้องเผชิญแสงแดดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ นอกจากทำให้ผิวคล้ำเสียแล้ว จากผลวิจัยจากมหาวิทยาลัยมหิดลพบว่า เป็นกลุ่มคนที่วิตามินซีในเลือดลดต่ำลงเร็วกว่าคนทำงานทั่วไป ซึ่งได้มีการทดลองให้ผู้ที่ทำงานกลางแจ้งดื่มวิตามินซีติดต่อกัน 10-15 วัน แล้วทำการตรวจเลือดพบว่าเม็ดเลือดขาวและเม็ดเลือดแดงเพิ่มขึ้นและทำงานได้ดีขึ้น ส่งผลให้ร่างกายสดชื่น แข็งแรงขึ้นอีกด้วย ถ้าเรารู้ว่าระดับวิตามินซีลดลงเมื่อเราออกแดดขนาดนี้ ลองดื่มเครื่องดื่มวิตามินซี ในทุกวันเพื่อเตรียมความพร้อมให้ร่างกายไว้เสมอดีกว่า
พฤติกรรมการใช้ชีวิตและเซรั่มวิตามินซีในประชากรไทยในกรุงเทพมหานคร
บทคัดย่อ
การศึกษานี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อตรวจสอบอิทธิพลของพฤติกรรมการใช้ชีวิต เกี่ยวกับระดับวิตามินซีในระบบไหลเวียนโลหิตของประชากรไทยในกรุงเทพมหานคร ผู้เข้าร่วมการศึกษา (สูตร n=250) รวมถึงคนทำงานในชุมชน (เช่น คนงานก่อสร้างและคนทำงานสำนักงาน) จากกรุงเทพมหานคร และจัดผู้เข้าร่วมการศึกษาให้อยู่กลุ่มพฤติกรรมและการใช้ชีวิตที่หลากหลายต่างกัน (กลุ่ม 1: กลุ่มอ้างอิง กลุ่ม 2: ผู้ดื่มแอลกอฮอล์ กลุ่ม 3: คนงานกลางแจ้ง กลุ่ม 4: ผู้สูบบุหรี่ และกลุ่ม 5: กลุ่มรวม) ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่า ปริมาณการรับประทานวิตามินซีที่ต่ำสุดและสูงสุด คือ 7 และ 27 มิลลิกรัมต่อวันในกลุ่ม 4 และกลุ่ม 3 ตามลำดับ กลุ่ม 1 (คนทำงานในร่มที่ไม่สูบบุหรี่และไม่ดื่มเหล้า) มีระดับเซรั่มวิตามินซีรวมสูงสุด (39.7 ไมโครโมลต่อลิตร (μmol/L)) ในขณะที่กลุ่ม 5 (คนทำงานกลางแจ้งที่สูบบุหรี่และดื่มเหล้า) มีค่าต่ำที่สุด (12.5 ไมโครโมลต่อลิตร) นอกจากนี้ กลุ่ม 5 มีความชุกสูงสุด (44%) ของการขาดเซรั่มวิตามินซี (น้อยกว่า 11ไมโครโมลต่อลิตร) ในขณะที่กลุ่ม 1 มีค่าบ่งชี้การขาดแคลนต่ำสุด (ร้อยละ8) การรับประทานอาหารที่มีวิตามินซีและระดับเซรั่มรวมมีความสัมพันธ์เชิงบวกในกลุ่มอ้างอิง (ความสัมพันธ์ของ Spearman = 0.402, p < 0.05) แต่ไม่สัมพันธ์กันในอีกสี่กลุ่มอื่น การเทียบอัตราส่วนของปัจจัยเสี่ยง (odds ratio) ที่ปรับค่าแล้วอย่างมีนัยสำคัญของเซรั่มวิตามินซีที่ไม่เพียงพอ (น้อยกว่า 23 ไมโครโมลต่อลิตร) เท่ากับ 2.90 (CI: 1.15, 7.31) ในกลุ่ม 4 และเท่ากับ 3.73 (CI: 1.42, 9.81) ในกลุ่ม 5 นอกจากนี้แนวโน้มที่จะมีระดับเซรั่มวิตามินซีรวมที่ไม่เพียงพอได้แสดงไว้ในลำดับต่อไปนี้ กลุ่ม 1 < กลุ่ม 2 < กลุ่ม 3 < กลุ่ม 4 < กลุ่ม 5 ผลลัพธ์ของเราบ่งชี้ว่า คนทำงานกลางแจ้ง (กลุ่ม 3) และผู้ที่สูบบุหรี่ (กลุ่ม 4) มีความเป็นไปได้ที่จะมีการขาดวิตามินซีสูงกว่ากลุ่มอ้างอิง มีการสำรวจเปอร์เซ็นต์การขาดวิตามินที่สูงในคนทำงานกลางแจ้งที่มีพฤติกรรมสูบบุหรี่และดื่มเหล้า (กลุ่ม5)
คำสำคัญ: เซรั่มวิตามินซี การรับประทานอาหารที่มีวิตามินซี พฤติกรรมการใช้ชีวิต ผู้สูบบุหรี่ ผู้ดื่มแอลกอฮอล์ คนทำงานกลางแจ้ง
บทนำ
ภาวะเครียดที่เกิดจากออกซิเดชัน (Oxidative stress) เกิดจากความไม่สมดุลระหว่างการสร้างอนุมูลอิสระกับระบบการป้องกันของสารต้านออกซิเดชันในร่างกายของมนุษย์ (การศึกษาของ Persson และคณะ, 2557) อนุมูลอิสระเป็นโมเลกุลไวต่อปฏิกิริยาและทำให้เกิดผลเสียต่อร่างกายได้อย่างสูงซึ่งเกิดมาจากลูกโซ่การถ่ายทอดอิเล็กตรอน (ETC) ไซโตโครมพี 450 และการทำหน้าที่ของเซลล์และเซลล์ย่อยอื่นๆ อนุมูลอิสระยังเกิดจากปฏิกิริยาที่ไม่ใช่กลุ่มเอนไซม์และปฏิกิริยากลุ่มเอนไซม์ด้วย เช่น ปฏิกิริยาของ Fenton และปฏิกิริยาของ Haber และเอนไซม์ โมโนเอมีน ออกซิเดส (monoamine oxidase) (การศึกษาของ Noori, 2555 การศึกษาของ Orient และคณะ, 2550 การศึกษาของ Bedard และ Krause, 2550) การสร้างอนุมูลอิสระมากเกินไปทำให้เกิดภาวะเครียดที่เกิดจากออกซิเดชันที่อาจทำให้เกิดการรบกวนภาวะสมดุลของระบบในร่างกาย และเป็นสาเหตุทำเกิดโรค (การศึกษาของ Zampetaki และคณะ, 2556 การศึกษาของ Lastra และคณะ, 2557) นอกจากนี้ อนุมูลอิสระสามารถสร้างมาจากแหล่งที่มาภายนอก (เช่น มลพิษทางสิ่งแวดล้อม ควันบุหรี่ แอลกอฮอล์ แสงแดด และโลหะมีพิษ) (การศึกษาของ Aseervatham และคณะ, 2556) ที่สามารถทำลายระบบต่างๆ ของร่างกายได้เช่นกัน ระบบการต้านอนุมูลอิสระทั้งภายในและภายนอกร่างกายต้องมีส่วนร่วมเพื่อรักษาระดับภาวะสมดุลในระบบของร่างกาย สารต้านอนุมูลอิสระภายในร่างกายประกอบด้วยการสื่อสารของกลุ่มเอนไซม์และกลุ่มที่ไม่ใช่ของเอนไซม์ เอนไซม์ซุปเปอร์ออกไซด์ ดิสมิวเทส (Superoxide dismutase:SOD) และ เอนไซม์กลูต้าไธโอน เปอร์ออกซิเดส (Glutathione Peroxidase-GPx) คือตัวอย่างของสารต้านอนุมูลอิสระกลุ่มเอนไซม์ ในขณะที่ กลูต้าไธโอน เฟอร์ริติน กรดยูริค กรดไลโปอิก และโคเอนไซม์ คิว เป็นสารต้านอนุมูลอิสระกลุ่มที่ไม่ใช่เอนไซม์ (การศึกษาของ Poljsak และคณะ 2556) ระบบสารต้านอนุมูลอิสระทั้งสองประเภทจะช่วยป้องกันร่างกายของเราจากผลกระทบที่เป็นอันตรายของอนุมูลอิสระ ตัวอย่างเช่น SOD และ คะตะเลส (Catalase)ใช้เป็นตัวกระตุ้นซูเปอร์ออกไซด์ แอนไอออน (Superoxide Anions) และไฮโดรเจนเพอร์ออกไซด์ (Hydrogen Peroxide) ซึ่งเป็นสารพิษ และกระตุ้นผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีพิษ (น้ำ) นอกจากนี้ กลูต้าไธโอนจะขับไฮดรอกซิล แอนไอออน (Hydroxyl Anion) ไฮโดรเจนเพอร์ออกไซด์และอนุมูลอิสระคลอรีน (chlorinated oxidants) (การศึกษาของ Sung และคณะ, 2556) ในขณะที่กรดยูริกจะขับอนุมูลอิสระที่ไวต่อปฏิกิริยาออกจากปฏิกิริยาออกซิเดชันที่เกิดขึ้นเองในฮีโมลโกลบิน และขับการสร้างเพอร์ออกไซด์โดยพื้นฐานออกจากแมคโครเฟจ (macrophages) (การศึกษาของ Sautin และ Johnson, 2551 การศึกษาของ Ames และคณะ, 2524) และนอกจากนี้ สารต้านอนุมูลอิสระภายนอกร่างกายจากผักและผลไม้ เช่น วิตามินซี วิตามินอี สารประกอบฟีนอล (phenolic compounds) (เช่นกรดฟีนอล กรดซินนามิก) แคโรทีนอยด์ (carotenoids) (เช่น เบตา-แคโรทีน) และ ฟลาโวนอยด์ (flavonoids) (เควอซิทินและรูติน (quercitin and rutin)) แสดงให้เห็นผลที่ออกฤทธิ์ร่
เรื่องเล่าจากชุมชน
เขียนรีวิว ↗
ประสบการณ์จากผู้ใช้
เป็นคนแรกที่เล่าประสบการณ์
ชอบอะไร มีข้อสังเกตตรงไหน? เรื่องเล่าของคุณช่วยให้คนอื่นเลือกได้ดีขึ้น