Books & Magazines
หยดเลือด จารึก และแท่นพิมพ์: ว่าด้วยความรู้/ความจริงของชนชั้นนำสยาม พ.ศ. 2325-2411
เช็กราคาล่าสุดที่ร้านค้า
ราคา โปรโมชั่น และตัวเลือกสินค้าอาจเปลี่ยนแปลงที่ร้านค้าปลายทาง
ดูราคาและโปรโมชั่นล่าสุดเราอาจได้รับค่าตอบแทนเมื่อมีการซื้อผ่านลิงก์นี้ คุณทำรายการซื้อขายกับร้านค้าปลายทางโดยตรง
สินค้านี้ตรงใจไหม?
บอกเราเพื่อช่วยปรับสินค้าที่แนะนำให้เหมาะกับคุณมากขึ้น
ข้อมูลสินค้าในที่เดียว
อ่านประสบการณ์ก่อนเลือก
เช็กเงื่อนไขจากร้านค้า
รู้จักสินค้านี้
ปรับปรุงมาจากวิทยานิพนธ์อักษรศาสตร์มหาบัณฑิตของภาควิชาประวัติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ของทวีศักดิ์ เผือกสม เรื่อง การปรับตัวทางความรู้ ความจริง และอำนาจของชนชั้นนำสยาม พ.ศ. 2325-2411
เข้าเล่มปกอ่อนจำนวน 336 หน้า
บทนำ : “สยามเก่า” กับ “สยามใหม่” ในปัญหาการอธิบายการเปลี่ยนแปลงทางประวัติศาสตร์ยุคต้นรัตนโกสินทร์ ทวีศักดิ์เกริ่นนำผู้อ่านด้วยการพรรณนาถึงปัญหาของการแบ่งยุคประวัติศาสตร์ช่วงต้นรัตนโกสินทร์ที่ควรจะสืบเนื่องจากอยุธยาหรือรวมช่วง “รัตนโกสินทร์ตอนต้น” เข้ากับการทำสนธิสัญญาเบาว์ริงตั้งแต่ปี พ.ศ. 2398 เป็นต้นไปดี จากข้อเสนอของนักประวัติศาสตร์หลากหลายสำนักความคิด เช่น การมองสนธิสัญญาเบาว์ริงในฐานะจุดเปลี่ยนทางเศรษฐกิจไทยของฉัตรทิพย์ นาถสุภา การเน้น “ปัจจัยภายใน” ของนิธิ เอียวศรีวงศ์ หรือการเน้น “ปัจจัยภายนอก” ของธงชัย วินิจจะกูล ท่ามกลางความสับสนของการถกเถียงในการนิพนธ์ประวัติศาสตร์ว่าด้วยการเปลี่ยนผ่านจาก “สยามเก่า” สู่ “สยามใหม่” ทวีศักดิ์จึงตัดสินใช้ “หยดเลือด” “จารึก” และ “แท่นพิมพ์” เพื่อเป็นหลักฐานในการเชื่อมโยงข้อเสนอของนิธิ เอียวศรีวงศ์ และ ธงชัย วินิจจะกูลเข้าด้วยกัน
บทที่ 1 การตีความพุทธศาสนาในจารีตของชนชั้นนำไทยต้นรัตนโกสินทร์: กายกับจิต และ โลกย์กับธรรม ความพยายามแรกเริ่มของทวีศักดิ์ในการเชื่อมโยง “ปัจจัยภายใน” เข้ากับ “ปัจจัยภายนอก” คือการสืบสาวย้อนกลับไปยังตัวบทของ ไตรโลกวินิจฉยกถา ของพระยาธรรมปรีชาในสมัยรัชกาลที่ 1 เพื่อยืนยันว่าโลกทัศน์ของผู้คนในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นมีการแบ่งโลกออกเป็นสองส่วน คือ “กาย” กับ “จิต” หรือ “โลกย์” กับ “ธรรม” ก่อนที่จะมีการรับอิทธิพลจากความคิดทางด้านวิทยาศาสตร์ตะวันตกมาก่อนแล้ว และทำให้การเลือกรับความคิดจากชาวตะวันตกเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผล เพียงแค่ว่าแนวคิดใหม่ๆ ที่ชนชั้นนำสมัยต้นรัตนโกสินทร์เลือกรับมานั้นเป็นแค่ “ความรู้ทางโลกย์” ที่ด้อยกว่า “ความรู้ทางธรรม” เท่านั้นเอง
บทที่ 2 สกดตามไปโดยรอยเท้าและสายโลหิตอันหยดย้อย: การค้นหาความจริงใน กฏหมายตราสามดวง การย้อนกลับไปอ่านตัวบทของ กฎหมายตราสามดวง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการกำหนดหน้าที่ของตระลาการในการค้นหาความจริงให้เปรียบเหมือนกับการพรานล่าเนื้อที่ต้องคอย “สกดตามไปโดยรอยเท้าและสายโลหิตอันหยดย้อยไปกว่าจะสุดรอยเท้าแลสุดสายโลหิต ก็พบซึ่งตัวเนื้ออันยิงลำบากไปนั้น” ทวีศักดิ์เปิดเผยสาแหรกของวิธีคิดในลักษณะคล้ายคลึงกับวิธีคิดแบบประจักษ์นิยมแบบตะวันตก กล่าวคือ ความจริง (ตัวเนื้อที่สามารถค้นหาได้จากหยดเลือด) เป็นสิ่งที่สามารถติดตามค้นหาและรู้ได้ เพราะฉะนั้น “หยดเลือด” ที่ทวีศักดิ์ใช้นั้นก็เป็นสัญญะถึงหนทางที่จะนำไปสู่ที่มาหรือจุดกำเนิดของความจริง และอาจจะกล่าวได้เช่นกันว่าที่จริงแล้ว มนุษย์ในสมัยต้นรัตนโกสินทร์สามารถค้นหาความจริงเกี่ยวกับโลกธรรมชาติได้โดยการติดตามและตรวจสอบสิ่งต่างๆ ซึ่งจะนำไปสู่จุดกำเนิด (ทวีศักดิ์, 2561: 123) ผ่านวิธีวิทยาที่อาศัย “คำให้การ” เช่น คำให้การจีนกั๊กเรื่องเมืองบาหลี คำให้การนายจาดเรื่องเหตุการณ์ในเมืองพม่า คำให้การชาวกรุงเก่า เป็นหลัก
บทที่ 3 จารึกวัดพระเชตุพน : บูรพคดีศึกษา, ภาพตัวแทนของความรู้, และการเขียนตะวันตกของชนชั้นนำสยาม ทวีศักดิ์ได้หยิบหลักฐานชิ้นถัดมาคือ “จารึก” ของวัดพระเชตุพน เพื่ออภิปรายถึงความคิดที่อยู่เบื้องหลังการ “แช่แข็ง” ความรู้ทางโลกย์ของชนชั้นนำในสมัยรัชกาลที่ 3 ที่ตระหนักถึงความเปลี่ยนแปลงผ่านการล้นทะลักเข้ามาของความรู้และความคิดเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจากบรรดาเจ้าอาณานิคมตะวันตก ชนชั้นนำเหล่านี้จึงตัดสินใจที่จะ “เลือก” รักษาความรู้ดั้งเดิมบางส่วนของกลุ่มตนเพื่อมิให้สูญหายไป โดยทวีศักดิ์ยังชี้ให้เห็นถึงความน่าสนใจของการเลือกรักษาความรู้ของชนชั้นนำที่นับเอาความรู้เกี่ยวกับ“ชาติพันธุ์วรรณนา” (ethnography) ของ “คนอื่น” (the other) ในแง่ของการเปรียบเทียบตัวตนของสยามกับคนอื่นผ่านลักษณะขนบธรรมเนียมประเพณี รูปร่าง และผิวพรรณ จาก “โคลงภาพคนต่างภาษา”
บทที่ 4 การทำให้ตะวันตกเป็น “ตะวันออก” ของสยาม: การ “จัดการ” กับความรู้สมัยใหม่ของตะวันตก ทวีศักดิ์เห็นว่าจุดสุดยอดของการเข้ามาของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจากตะวันตกคือการนำเข้า “แท่นพิมพ์” มาสู่สังคมไทย แท่นพิมพ์ เป็นอุปกรณ์ที่ทำให้การตีพิมพ์หนังสือเป็นไปได้โดยสะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้นกว่าการจารลงใบลานและจัดเก็บเป็นสมุดไทยแบบที่ผ่านมา ตัวแสดงที่มีบทบาทสำคัญในการนำเข้า “แท่นพิมพ์” มาจากโลกตะวันตกคือ “มิชชันนารี” ซึ่งได้พยายามเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับตะวันตกที่สัมพันธ์กับความเชื่อทางคริสต์ศาสนา เพื่อโน้มน้าวให้ชาวสยามเห็นว่า “เพราะหันมานับถือคริสต์ บ้านเมืองถึงจะเจริญ” แต่ชนชั้นนำในสมัยรัชกาลที่ 4 กลับไม่เห็นเช่นนั้น และยังทำการจัดการแบบ “กลับหัวกลับหาง” คำอธิบายเกี่ยวกับความรู้เสียใหม่ โดยจัดให้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจากตะวันตกเป็นเพียง “ความรู้ทางโลกย์” ที่มีสถานะต่ำกว่า “ความรู้ทางธรรม” ของพุทธศาสนา ผ่านข้อถกเถียงจาก หนังสือจดหมายเหตุฯ The Bangkok Recorder และ หนังสือแสดงกิจจานุกิตย์ ที่เขียนโดยเจ้าพระยาทิพากรวงศ์ โดยหลักฐานทั้งสองชิ้นที่ทวีศักดิ์ยกมาอภิปรายในบทนี้ล้วนเป็นผลผลิตจาก “แท่นพิมพ์” อย่างชัดเจน
บทที่ 5 ศิวิไลยเชตแลแอนไล้ตแรตนาแฉน ณ ปลายทางสุขาวดีของชนชั้นนำสยาม เนื้อหาบทก่อนสุดท้ายของหนังสือเล่มนี้ถือได้ว่าเป็นผลลัพธ์จากความสำเร็จในการ “จัดการ” กับความรู้สมัยใหม่ของตะวันตกภายใต้รากฐานทางความคิดที่แบ่งแยก “โลกย์กับธรรม” ออกจากกันตลอดจน “สกดตามไปโดยรอยเท้าและสายโลหิตอันหยดย้อย” เพื่อสืบเสาะและเข้าถึงความจริงเชิงประจักษ์จาก “ความรู้ทางโลกย์” จนไปพบปะกับมาตรฐานความ “ศิวิไลยเชตแลแอนไล้ตแรตนาแฉน” (Civilized and Enlighted Nation) ของตะวันตก ทำให้ชนชั้นนำของสยามได้ปรับเปลี่ยนวิธีคิดในการให้คุณค่าเกี่ยวกับ “ปลายทางสุขาวดี” ผ่านการเดินทางท่องเที่ยวไปสู่ “ยอดพระเจดีย์ในชุมชนนานาชาติ”
เรื่องเล่าจากชุมชน
เขียนรีวิว ↗
ประสบการณ์จากผู้ใช้
เป็นคนแรกที่เล่าประสบการณ์
ชอบอะไร มีข้อสังเกตตรงไหน? เรื่องเล่าของคุณช่วยให้คนอื่นเลือกได้ดีขึ้น