ของน่าใช้ มีเรื่องราวให้ค้นพบรู้จัก Buydeestore
หนังสือ ‘หลอมรวม/ล่มสลาย: ประวัติศาสตร์เชิงโบราณคดีของพระพุทธศาสนาในอินเดีย’ ของลาร์ส โฟเคลิน
Books & Magazines

หนังสือ ‘หลอมรวม/ล่มสลาย: ประวัติศาสตร์เชิงโบราณคดีของพระพุทธศาสนาในอินเดีย’ ของลาร์ส โฟเคลิน

เช็กราคาล่าสุดที่ร้านค้า

ราคา โปรโมชั่น และตัวเลือกสินค้าอาจเปลี่ยนแปลงที่ร้านค้าปลายทาง

ดูราคาและโปรโมชั่นล่าสุด

เราอาจได้รับค่าตอบแทนเมื่อมีการซื้อผ่านลิงก์นี้ คุณทำรายการซื้อขายกับร้านค้าปลายทางโดยตรง

สินค้านี้ตรงใจไหม?

บอกเราเพื่อช่วยปรับสินค้าที่แนะนำให้เหมาะกับคุณมากขึ้น

ข้อมูลสินค้าในที่เดียว อ่านประสบการณ์ก่อนเลือก เช็กเงื่อนไขจากร้านค้า

รู้จักสินค้านี้

แปลจาก 'Archaeological History of Indian Buddhism' ลาร์ส โฟเคลิน (Lars Forgelin) เขียน วรรณพรรธน์ เฟรนซ์ แปล เชษฐ์ ติงสัญชลี, ปวินท์ มินทอง บรรณาธิการ หนังสือขนาด Jumbo (165 x 241 x 17 มม.) เข้าเล่มปกอ่อนจำนวน 432 หน้า ถือเป็นหนังสือที่มีกระบวนการคิดอันซับซ้อน มีการอ้างอิงวิธีวิจัยและมีการอ้างอิงงานวิชาการของนักโบราณคดี นักประวัติศาสตร์ ฯลฯ ที่มีมาก่อนตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 20 มาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งทำให้ได้ข้อเสนอที่น่าสนใจ แม้ว่าบางจุด วิธีคิดของลาร์ส โฟเคลินอาจซับซ้อนจนยากจะเข้าใจและมีข้อถกเถียงมาก แต่งานของเขาก็น่าจะเป็นตัวอย่างสำหรับการวิจัยเชิงโบราณคดีที่บูรณาการกับงานประวัติศาสตร์ศิลปะ งานศึกษาวรรณกรรม และงานประวัติศาสตร์ได้ ที่น่าสนใจก็คือ ลาร์ส โฟเคลินมีความพยายามในการสร้างภาพ “คน” หรือ “พุทธศาสนิกชน” ในสมัยโบราณ ผ่านโบราณวัตถุสถาน การศึกษาทางโบราณคดีที่ผ่านมา และเอกสารโบราณ โดยใช้ทฤษฎีทางมานุษยวิทยา ซึ่งทำให้สามารถมองเห็นกระบวนการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจาก “คน” เป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นความแตกต่างระหว่างกลุ่มพระสงฆ์และฆราวาสที่มีวิธีการในการบูชาและเข้าถึงพระพุทธองค์ที่แตกต่างกัน หรือความแตกต่างระหว่างพระภิกษุด้วยกันเองที่เป็นปัจจัยทำให้พุทธศาสนาเกิดพัฒนาการอันหลายหลาก ความแตกต่างที่ถูกนำเสนอในหนังสือเล่มนี้เป็นกระบวนการที่น่าสนใจ น่าศึกษา ความพยายามในการสร้างภาพของ “พุทธศาสนิก ชน” สมัยโบราณ แม้ว่าอาจมีข้อสงสัยและมีข้อถกเถียงได้มากในบางประเด็น แต่การนำเสนอของเขาก็ทำให้ผู้อ่านสามารถสร้างภาพและจินตนาการได้ ดั่งเช่นทฤษฎีที่ผู้เขียนได้เสนอว่า ความแตกต่างระหว่างการทำพิธีกรรมแบบปัจเจกซึ่งอาศัยการเดินประทักษิณารอบพระสถูปเป็นหลักตรงกันข้ามกับการทำพิธีกรรมแบบหมู่คณะที่ทำกันในโถงเจติยสถาน หรือทฤษฎีพระสงฆ์พยายามจะสถาปนาอำนาจเหนือเหล่าฆราวาสซึ่งต่อมาสะท้อนในทฤษฎีความขัดแย้งระหว่างกลุ่มพระสงฆ์นักปราชญ์ที่เอาแต่ศึกษาคัมภีร์อย่างคร่ำเคร่งกับพระภิกษุสายปฏิบัติที่ละทิ้งพระอาราม เป็นต้น โฟเคลินยังพยายามกล่าวถึงปัจจัยภายนอกในการเปลี่ยนแปลงของพุทธศาสนาในแต่ละยุคสมัยด้วยมุมมองใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการเสื่อมลงของพุทธศาสนาและศาสนิกชนได้เปลี่ยนไปนับถือศาสนาฮินดูมากขึ้นในช่วงพุทธศตวรรษที่ 12 - 13 ลงมานั้น หนังสือเล่มนี้ได้เสนอไว้ว่าการที่พระสงฆ์ไม่พึ่งฆราวาสอีกต่อไป ฆราวาสที่หมดที่พึ่งจึงหันเข้าหาศาสนาฮินดู ที่เพิ่งปรับตัวเช่นเดียวกัน เพื่อตอบรับความต้องการด้านพิธีกรรม การขอพร และการเป็นที่พึ่งทางจิตใจของศาสนิกชาวพุทธเดิม นอกจากนี้ พุทธศาสนาแบบตันตระที่ดั้งเดิมถูกมองว่าเป็นความ “เสื่อม” ของศาสนา หนังสือเล่มนี้กลับมองว่าเป็น “อีกขั้นพัฒนาการหนึ่ง” ที่ “ก้าวหน้า” ด้วยเหตุที่ตันตระได้ตอบสนองความสนใจในความลึกลับของคนในระยะนั้นได้อย่างดี หนังสือเล่มนี้ได้นำเสนอว่า การมีทัศนคติที่เปิดรับความเป็นโลกียะมากกว่านิกายอื่นๆ ทำให้สาวกผู้ปฏิบัติตามคำสอนของพุทธศาสนาสายตันตระกลายมาเป็นกลุ่มที่สืบทอดพระพุทธศาสนาในอินเดีย และแทนที่พระภิกษุฝ่ายมหายานผู้เคร่งครัดในคัมภีร์และอภิปรัชญาในที่สุด นี่คือตัวอย่างหนึ่งในมุมมองที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่สนใจในการศึกษาพัฒนาการพุทธศาสนาในอินเดีย ทั้งนี้ การตีความและมุมมองของลาร์ส โฟเคลิน น่าจะเป็นหนึ่งในตัวเลือกหลายๆ ตัวเลือกที่ผู้อ่านน่าจะได้รับแง่คิดและมุมมองในการพัฒนาต่อยอดความรู้ทางด้านประวัติศาสตร์ ประวัติศาสตร์ศิลปะ และโบราณคดีอินเดียต่อไป -บางส่วนจาก คำนำเสนอ ของศาสตราจารย์ ดร.เชษฐ์ ติงสัญชลี ความน่าสนใจของหนังสือเล่มนี้ คือการที่ อาจารย์ลาร์ส โฟเคลิน นักมนุษยวิทยาผู้เชี่ยวชาญทางด้านการศึกษาเกี่ยวกับศาสนา ได้หยิบยกเอาพัฒนาการด้านศิลปกรรมของพุทธศาสนาในอินเดียมาศึกษาวิเคราะห์โดยใช้ทฤษฏีทางปรัชญา สัญศาสตร์ และศาสนศาสตร์ ร่วมกับการศึกษาด้านโบราณคดี-ประวัติศาสตร์ศิลปะเพื่อนำมาอธิบายในกรณีศึกษาที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นว่าด้วยอำนาจหน้าที่ของคณะสงฆ์ภายในสังฆราราม บทบาทเชิงพิธีกรรมของฆราวาสในเขตเจติยสถาน และการปรับใช้ศิลปะวัตถุทางศาสนาเพื่อแสดงออกถึงอำนาจปกครองของกษัตริย์ เป็นต้น ดังจะพบว่า ประเด็นเหล่านี้แทบมิได้ถูกเอ่ยถึงในวรรณกรรมทางศาสนาร่วมสมัย แต่กลับปรากฏร่องรอยอยู่ตามหลักฐานประเภทโบราณวัตถุ และเจติยตสถานประเภทต่างๆ อันเป็นหลักฐานสำคัญทางการศึกษาด้านโบราณคดี ทั้งนี้ แม้ว่าประเด็นดังกล่าวจะยังซับซ้อนจนยากที่จะหาข้อยุติได้อย่างชัดเจน หากแต่ผู้เขียนก็ได้แสดงถึงความพยายามในการสร้างแนวทางกระบวนการศึกษาวิธีใหม่ที่มีต่อการศึกษาด้านโบราณคดีของพุทธศาสนาในรูปแบบของสหวิทยาการ เพื่อให้ได้ภาพสังเคราะห์ของ “มนุษย์” ผู้สร้างงานศิลปกรรมจากร่องรอยหลักฐานทางโบราณคดีซึ่งเป็นผลพวงจากกิจกรรมทางศาสนาของ “ผู้คน” ในอดีตนั่นเอง ในฐานะที่ดิฉันเป็นผู้สนใจศึกษาด้านโบราณคดี และ ประวัติศาสตร์ศิลปะเอเชียใต้ จึงเล็งเห็นว่าความพิเศษอันเป็นจุดเด่นของหนังสือเล่มนี้ คือการนำเสนอแนวคิดเชิงบูรณาการอย่างสร้างสรรค์ต่อการศึกษาประวัติศาสตร์ของพระพุทธศาสนาในอินเดีย และถือเป็นการตั้งคำถามต่อประเด็นที่ชวนสงสัย อันอาจนำไปสู่การศึกษาอภิปราย ขบคิดขยายความต่อไปในวงกว้างโดยนักวิชาการหรือผู้เชี่ยวชาญสาขาต่างๆ ที่มิได้จำกัดเฉพาะเพียงสายพุทธศาสตร์ และ ปรัชญาทางศาสนาอีกต่อไป -บางส่วนจาก คำนำ ของผู้แปล
เรื่องเล่าจากชุมชน

ประสบการณ์จากผู้ใช้

เขียนรีวิว ↗

รายงานข้อมูลสินค้านี้

เป็นคนแรกที่เล่าประสบการณ์

ชอบอะไร มีข้อสังเกตตรงไหน? เรื่องเล่าของคุณช่วยให้คนอื่นเลือกได้ดีขึ้น