รู้จักสินค้านี้
แคลเซี่ยม vs แม็กนีเซียม
ในแต่ละวัยร่างกายสามารถสะสมปริมาณ แคลเซียม ในระดับที่แตกต่างกัน ดังนี้
► เด็กแรกเกิด - 9 ขวบ มีความสามรถในการสะสม แคลเซียม ได้ 100 มิลลิกรัม/น้ำหนักตัว/วัน
► เด็กอายุ 10 ขวบ มีความสามารถในการสะสม แคลเซียม ได้ 100-150 มิลลิกรัม/น้ำหนักตัว/วัน
► ช่วงวัยรุ่น มีความสามารถในการสะสม แคลเซียม ได้ 200-400 มิลลิกรัม/น้ำหนักตัว/วัน
► ชายและหญิงอายุ 18 ปี มีความสามารถในการสะสม แคลเซียม ได้ 50-100 มิลลิกรัม/น้ำหนักตัว/วัน
► ผู้ใหญ่อายุ 30 ปี มีความสามารถในการสะสม แคลเซียม ได้ 0 มิลลิกรัม/น้ำหนักตัว/วัน ซึ่งหมายความว่า หลังจากอายุ 30 ปีไปแล้ว ร่างกายจะไม่สะสม แคลเซียม อีกต่อไป จึงต้องมีการเติม แคลเซียม ให้ร่างกายเพื่อรักษาระดับ แคลเซียม ในกระดูก
คนแก่อย่างผมอ่านแล้วอย่าตกใจครับ มาต่อกันครับ
ผมแนะนำปริมาณของ แคลเซียม ที่เหมาะสมในแต่ละวัย ดังนี้ครับ
► เด็ก (1-10 ปี) ควรได้รับ 800 – 1,000 มิลลิกรัมต่อวัน
► วัยรุ่น (11-25 ปี) ควรได้รับ 1,000 มิลลิกรัมต่อวัน
► ผู้ใหญ่ ควรได้รับ 1,500 มิลลิกรัมต่อวัน
► หญิงมีครรภ์ ควรได้รับ 1,500 มิลลิกรัมต่อวัน
► หญิงให้นมบุตร ควรได้รับ 1,500 – 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน
► ผู้ป่วยกระดูกหัก กระดูกเสื่อม ควรได้รับ 1,500 มิลลิกรัมต่อวัน
อะไรทำให้ร่างกายเสียแคลเซียม
1. กาแฟ ร่างกายสูญเสียแคลเซียมและแม็กนีเซียมในการขับคาเฟอีน
2. เหล้า ร่างกายสูญเสียแคลเซียมและแม็กนีเซียมในการขับแอลกอฮอล์
3. เนื้อ นม ไข่ โปรตีนถูกเปลี่ยนเป็นแอมโมเนียซึ่งมันจะไปยับยั้งการดูดกลับแคลเซียมที่ไต
4. เค็ม ทำให้ร่างกายสูญเสียแคลเซียมทางปัสสาวะ
5. หวาน ทำให้เลือดเป็นกรด ร่างกายใช้แคลเซียมปรับสภาพความเป็นกรด
6. น้ำอัดลม ไอ้นี่สองเด้งเลย มันมีทั้งหวานและฟอสฟอรัส ร่างกายต้องใช้แคลเซียมปรับ ฟอสฟอรัส
7. ยาลดกรดในกระเพาะ
8. ไม่ออกกำลังกาย
9. ไม่โดนแดด การโดนแดดผิวจะสร้าง วิตามินดี แล้วเจ้าตัวนี้ก็นำแคลเซียมเข้ากระดูก
ปริมาณแคลเซียมที่ดูดซึมในร่างกายควบคุมโดย
> วิตามินดี เป็นวิตามินที่ละลายในไขมัน เราได้วิตามินจากแสงแดดและอาหาร รังสีอุลตร้าไวโอเลตจะเปลี่ยนเป็นไขมันใต้ผิวหนังให้กลายเป็นวิตามินดี จากนั้นร่างกายจึงหมุนเวียนเอาวิตามินดีจากผิวหนังไปใช้
บทบาทของวิตามินดี คือ
- เพิ่มการดูดซึมของแคลเซียมและฟอสฟอรัสจากผนังลำไส้ ให้ทำหน้าที่จับแคลเซียมเข้าสู่ร่างกาย
- ช่วยในการออกฤทธิ์ของฮอร์โมนพาราไทรอยด์ เพิ่มการสลายแคลเซียมจากกระดูกให้เข้าสู่กระแสเลือด เพื่อลำเลียงแคลเซียมไปให้กับเซลล์ทั่วร่างกาย
> ต่อมพาราไทรอยด์ (Parathyroid gland)
จะทำหน้าที่ผลิตฮอร์โมน พาราไทรอยด์
(Parathyroid hormone; PTH)
เป็นฮอร์โมนที่มีบทบาทเหมือนแคลเซียมในเลือดต่ำลง ฮอร์โมนนี้จะเพิ่มการเปลี่ยนแปลงวิตามินดีธรรมดาให้กลายเป็นวิตามินดี1, 25 ไดไฮดรอกซีโคลีน แคลซิเฟอรอล ซึ่งพร้อมที่จะทำงานได้ทันที นับเป็นการเพิ่มแคลเซียมในเลือดได้ทันท่วงที ก่อนที่แคลเซียมต่ำจนเป็นอันตรายต่อร่างกาย
เมื่อแคลเซียมในเลือดมีระดับสูงขึ้นมันจะไปกระตุ้นการผลิตฮอร์โมนแคลซิโตนิน ซึ่งฮอร์โมนตัวหลังนี้จะไปหยุดยั้งการสร้างฮอร์โมนพาราไทรอยด์ ระดับแคลเซียมในเลือดก็จะอยู่ตัวในระดับที่ร่างกายต้องการ และเมื่อใดที่ระดับแคลเซียมลดลง วงจรการทำงานของวิตามินและฮอร์โมนจากต่อมไทรอยด์ก็จะเริ่มต้นอีกครั้ง
> กรดอะมิโนบางตัวและความเป็นกรดของกระเพาะอาหาร มีส่วนช่วยให้การดูดซึมแคลเซียมดีขึ้น เรารู้ว่าแคลเซียมถูกดูดซึมผ่านผนังลำไส้ในรูปของประจุแล้วถูกลำเลียงเข้าสู่เซลล์ผนังลำไส้โดยจับกับโปรตีนตัวหนึ่ง
แต่แคลเซียมในอาหารที่เรารับประทานเข้าไป มักจะเป็นแคลเซียมที่อยู่ในรูปที่ไม่ละลายน้ำ ดังนั้นก่อนการดูดซึมแคลเซียมจะต้องถูกทำให้อยู่ในรูปของประจุเสียก่อน ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นหน้าที่ของกรดในกระเพาะอาหาร เมื่อแคลเซียมกลายเป็นประจุแคลเซียมแล้วมันจึงจะถูกลำไส้เล็กส่วนต้นดูดซึมเข้าสู่ร่างกายเพื่อนำไปใช้ต่อไป และ น่าเสียใจที่พออายุมากขึ้นความเป็นกรดในกระเพาะอาหารก็เริ่มลดลงตามไปด้วยครับ
ผมชอบประโยคนี้มากครับ เขียนได้สวยงามจริง ๆ
" Although minerals are essential for all aspects of health, they tend to be poorly absorbed."
แปลว่า แม้ว่าแร่ธาตุจะมีความจำเป็นสำหรับสุขภาพในทุกด้าน แต่พวกมันมีแนวโน้มที่จะดูดซึมได้ไม่ดีพอ
ขอบคุณส่วนนึง ของบทความจากหมอนอกกะลา
ดร.สันติ มานะดี
ขอบคุณภาพจาก google
#แคลเซี่ยมแมกนีเซียม 330 บาท
#Calmag
#pgp
#ส่งฟรี
#ส่งฟรี #สินค้าป๋า #Kcal #santimanadee #สันติมานะดี #ป๋า #นอกกะลา #พรหมวิหารสี่ #aruhi #aruni #กาแฟป๋า #vill #ease #praow #praew #punc #biobitt #โกโก้ป๋า #ชาป๋า #น้ำปั่นป๋า #glap #superH #goldN #sizz #paa #paanatural #aruvee #alovi #สบู่ป๋า